dot dot
ทัวร์, ทัวร์ญี่ปุ่น, ทัวร์ยุโรป, ทัวร์ต่างประเทศ, ทัวร์สิงคโปร์, ทัวร์ออสเตรเลีย, ทัวร์ไต้หวัน ทัวร์ท่องเที่ยวต่างประเทศ, ทัวร์เกาหลี, ทัวร์จีน, ทัวร์อินเดีย, ทัวร์ฮ่องกง, ทัวร์นิวซีแลนด์, แพคเกจทัวร์, ตั๋วเครื่องบินต่างประเทศ, ทัวร์จีน, ทัวร์ปักกิ่ง


Find more about Weather in Tokyo, JP
Find more about Weather in Osaka, JP


มาเลเซีย

ข้อมูลทั่วไป ประเทศมาเลเซีย (Malaysia) เป็นประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ส่วน โดยมีทะเลจีนใต้กั้น ส่วนแรกคือ คาบสมุทรมลายู หรือ มาเลเซียตะวันตกมีพรมแดนทางทิศเหนือติด
ประเทศไทย และทิศใต้ติดกับสิงคโปร์ประกอบไปด้วยรัฐทั้งหมด 11 รัฐ ได้แก่

ภาคเหนือ : รัฐเปอร์ลิส รัฐเคดาห์ รัฐปีนัง รัฐเปรัค
ภาคกลาง: รัฐเซอลังงอร์ รัฐเนเกรี เซมบิลัน
ภาคตะวันออก: รัฐกลันตัน รัฐตรังกานู รัฐปาหัง
ภาคใต้: รัฐมะละกา รัฐยะโฮร์ บาห์รู
ส่วนที่สองคือ ตอนเหนือของเกาะบอร์เนียว หรือ มาเลเซียตะวันออก
ประกอบด้วยรัฐ 2 รัฐคือรัฐซาบาห์ และ รัฐซาราวัค
มีพรมแดนทางทิศใต้ติดอินโดนีเซีย และมีพรมแดนล้อมรอบประเทศบรูไน
นอกจากนี้ยังมีเขตการปกครองภายใต้สหพันธรัฐ อีก 3 เขต คือกรุงกัวลาลัมเปอร์ (เมืองหลวง) เมืองปุตราจายา (เมืองราชการ) และเกาะลาบวน
 
   
พื้นที่ 128,430 ตารางไมล์ (329,758 ตารางกิโลเมตร)
เมืองหลวง กรุงกัวลาลัมเปอร์ (Kuala Lumpur)
เมืองราชการ เมืองปุตราจายา (Putrajaya)
วันชาติ วันชาติของมาเลเซียตรงกับวันที่ 31 สิงหาคม ของทุกปี
   
การขอวีซ่า โดยปกติแล้ว คนไทยที่จะเดินทางไปประเทศมาเลเซีย สามารถอยู่ในมาเลเซีย
ได้นาน 30 วัน โดยไม่ต้องขอวีซ่าและหนังสือเดินทาง ต้องมีอายุการใช้งาน
ไม่ต่ำกว่า 6 เดือน แต่หากประสงค์ที่จะอยู่นานกว่านั้น ท่านจะต้องมีวีซ่า
ซึ่งท่านสามารถติดต่อขอรับวีซ่า ได้ที่สถานเอกอัครราชทูตมาเลเซีย
ประจำประเทศไทย หรือ สถานกงสุลใหญ่มาเลเซีย จังหวัดสงขลา
( link to website of embassy)
   
ภาษาที่ใช้ มาเลเซียมีภาษาบาฮาซามลายูเป็นภาษาประจำชาติแต่ชาวมาเลย์สามารถใช้ ภาษาอังกฤษในการพูดกันอย่างแพร่หลาย แต่ก็ยังมีชาวพื้นเมืองบางกลุ่มยังคง ใช้ภาษาท้องถิ่นของตนเอง
   
สภาพอากาศ มาเลเซียตั้งอยู่ในเขตร้อนชื้น (Tropical Climate) จึงมีสภาพอากาศ ที่ร้อนอบอุ่นและชื้นตลอดทั้งปีคล้ายกับประเทศไทยอุณหภูมิอยู่ในช่วง ระหว่าง 22-36 องศาเซลเซียส ควรตรวจสอบสภาพอากาศก่อนการเดินทาง เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับนักท่องเที่ยว
   
ระบบไฟฟ้า ประเทศมาเลเซียมีระบบไฟฟ้าเป็นแบบ 220- 240 โวลต์ ความถี่ 50 เฮิร์ซ และใช้ปลั๊กไฟแบบสามขาแบน ดังนั้น หากนักท่องเที่ยวประสงค์จะนำอุปกรณ์ ไฟฟ้าไปใช้ที่มาเลเซีย ควรพก Adapter ไปด้วย หรือ อาจขอยืมจากทาง ที่พักในมาเลเซียได้
   
สกุลเงิน ประเทศมาเลเซียใช้หน่วยเงินสกุล มาเลเซียริงกิต หรือ RM ในภาษาอังกฤษ
นักท่องเที่ยวสามารถแลกเปลี่ยนเงินตราก่อนเดินทางไปท่องเที่ยวยังมาเลเซีย
ได้ตามธนาคารพานิชย์หรือสถานที่แลกเปลี่ยรเงินตราต่างประเทศทั่วไป
 
   
ศาสนา ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจำชาติ แต่ก็มีผู้นับถือศาสนาพุทธ คริสต์ ลัทธิเต๋า ฮินดูหรือซิกข์ อยู่ทั่วไป
เขตภาคกลางของแหลมมลายูประกอบ
ด้วย รัฐเซออลังงอร์ และ
รัฐเนเกรี เซมบิลัน เซอลังงอร์มีซาห์อาลัมเป็นเมืองหลวงและมีพื้นที่โอบล้อม กรุงกัวลาลัมเปอร์
เมืองหลวงของมาเลเซีย ศูนย์กลางการพัฒนาของเซออลังงอร์ คือ
Klang Valley ซึ่งเป็นส่วนที่ยื่นออกจากกัวลาลัมเปอร์ไปยัง Port Klang อันเป็นท่าเรือในเขตชายฝั่งตะวันออกที่คับคั่ง ที่สุดในประเทศ ซึ่งสามารถมองเห็นทัศนียภาพของช่องแคบมะละกาได้

เมืองหลวงของประเทศมาเลเซีย : กัวลาลัมเปอร์

กัวลาลัมเปอร์ : เมืองสุกสว่างกลางสวนสวย

กัวลาลัมเปอร์ เมืองหลวงแห่งสหพันธรัฐมาเลเซีย ตั้งอยู่ใจกลางเขตชายฝั่งตะวันตกของแหลมมลายูบนพื้นที่กว่า 243 ตร.กม.(94 ตารางไมล์) โดยห่างจากเขตชายฝั่งประมาณ 35 กม. กัวลาลัมเปอร์ได้รับการสถาปนาเป็นเมืองในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1972 และประกาศเป็นเขตการปกครองพิเศษในปี ค.ศ.1974ในอดีตเมืองหลวงแห่งนี้เริ่มจากการเป็นเมืองแห่งอุตสาหกรรมเหมืองแร่โดยในปลายศตวรรษที่ 18 มีการค้นพบแร่ดีบุกในบริเวณที่แม่น้ำ Klang  และ Gombak ไหลมาบรรจบกันซึ่งถึงแม้ตั้งแต่นั้นมาจะทำให้ระดับการค้าในกัวลาลัมเปอร์ลดลง แต่การเจริญเติบโตของเมืองก็ไม่ได้ลดน้อยลงตามแต่อย่างใด ในปัจจุบันด้วยประชากรมากกว่า 1.5 ล้านคน ทำให้กัวลาลัมเปอร์เปรียบดังชีพจรหลักของประเทศ เมืองหลวงแห่งนี้นำชาติไปสู่การพัฒนาแบบก้าวกระโดดทั้งในด้านการค้า การพาณิชย์ การธนาคารและการเงิน รวมทั้งการผลิต การคมนาคม เทคโนโลยีสารสนเทศ และการท่องเที่ยว การเดินทางไป
กัวลาลัมเปอร์ไม่ใช่เรื่องยากด้วยมีสายการบินกว่า 45 สายเปิดให้บริการรวมทั้งมาเลเซียแอร์ไลน์ซึ่งให้บริการที่สนามบินนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ (KLIA) อันทันสมัยครบวงจรที่ตั้งอยู่ในเขต Sepang สำหรับเส้นทางภายในประเทศ มีสายการบินแอร์เอเชียสิงค์โปร์แอร์ไอน์ และรอยัลบรูไนแอร์ไลน์ รวมถึงมาเลเซียแอร์ไลน์เปิดให้บริการ

 การเดินทาง

กรุงกัวลาลัมเปอร์มีระบบการคมนาคมที่มีประสิทธิภาพซึ่งช่วยให้ผู้เดินทางสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกสบายในราคาประหยัด

 บริการรถแท็กซี่
นักท่องเที่ยวสามารถเรียกรถแท็กซี่ได้จากจุดจอดรถแท็กซี่บริเวณริมถนน หรือโดยการโทรศัพท์เรียก ผ่านระบบเครือข่ายวิทย ุเบอร์โทรศัพท์ 03-2693 6211,9221 1011,5633 0507,7981 หรือ 5352
รถแท็กซี่ในเมืองคิดค่าโดยสารตามระยะทางโดยคิดในอัตรา 2 ริงกิต สำหรับ 5 กม.แรกและต่อจากนั้นอัตราค่าโดยสารจะเป็น 10 เซ็นต์ต่อระยะทาง 200 เมตร และแท็กซี่จากศูนย์บริการจะคิดเงินเพิ่ม 1 ริงกิตสำหรับการจองทางโทรศัพท์

รถไฟ
สถานีรถไฟทรงมัวร์โบราณในกรุงกัวลาลัมเปอร์เป็นสถานีรถไฟติดเครื่องปรับอากาศ นักท่องเที่ยวสามารถซื้อตั๋วเดินทางไปได้เกือบทุกเส้นทางในแหลมมลายู ในปัจจุบันมีผู้ให้บริการใหม่คือ KTM Komuter เสริมเข้ามาเพื่อให้การเดินทางมีความคล่องตัวและสะดวกสบายมากขึ้น โดยรถด่วนไฟฟ้าของ KTM Komuter จะให้บริการจากกัวลาลัมเปอร์จนถึง Port Klang, Rawang,และเซเรบัน ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามได้ที่เบอรืโทรศัพท์ 03-2267 1200

รถไฟฟ้าขนาดเบา
ระบบการขนส่งแบบรถไฟฟ้าขนาดเบาในกรุงกัวลาลัมเปอร์รู้จักกันในชื่อของ สตาร์ (STAR) ประกอบด้วย 4 เส้นทางหลักซึ่งเชื่อมต่อเส้นทางต่างๆในเมือง โดยมีสถานีตั้งอยู่ในย่านสำคัญรอบเมืองซึ่งบางสถานีอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้ารางเดี่ยว (Momorail System) รถไฟฟ้าสตาร์ จะออกวิ่งเฉลี่ยทุกๆ 6 ถึง 10 นาที และให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 6.00 น. – 23.30 น. และมีการเพิ่มรอบในช่วงวันหยุดนักขัตฤกษ์

รถประจำทาง
รถโดยสารประจำทางในกรุงกัวลาลัมเปอร์ให้บริการทั้งภายในตัวเมืองและเชื่อมต่อไปยังสถานที่ต่างๆหลายจุดใน Klang Valley โดยทั่วไปรถโดยสารประจำทางจะติดเครื่องปรับอากาศและมีเครื่องขายบัตรโดยสารแบบหยอดเหรียญและใช้บัตรไว้บริการ

 สถานีรถประจำทางสายหลัก มีดังนี้

1. สถานี Klang
เดินทางสู่ Petalling Jaya, สนามบิน
สุลต่าน อับดุล อาซิซ ชาห์, Subang,
ชาห์ อาลัม และ Port Klang

2. สถานี Jalan Sultan Mohamed
เดินทางสู่ Bangsar, Petalling Jaya
(เมืองเก่า) , Kelana Jaya และ Bukit Damansara (Damansara Heights)

3. สถานีแบงคอก แบงค์
เดินทางสู่ Selayang Baru, Segambut Dalam  และถ้ำ Batu (Batu Caves)

4. สถานีศูนย์การค้า โกตา รายา (เมนารา เมย์แบงค์)
เดินทางสู่ jala Cheras Sri Petalling, Serdang Lama, Taman Godwood, Salak South, Sungai Besi, Kampung Pandan, Bandar Tun Razak และ Taman Laruri

5. สถานี Pudu
เดินทางสู่ Seri Kembangan, ค่าย Sungai Besi (Sungai Besi Camp), Balakong และ Taman Seri Serdang Kajang

6. สถานี Lebuh Ampang
เดินทางสู่ Taman Greenwood, Kampung Air Pana, SriGombak, Taman Setapak และ Gombak ไมล์ที่ 12 (Gombak 12th milestone)

7. สถานี Chow Kit
เดินทางสู่ Kampung Datuk Keramat, Ulu Kelang, Bangsar, Gombak และ Jalan Genting Kelang

8. สถานี Hentian Putra
เดินทางสู่เขตช่ายผั่งตะวันออกของประเทศมาเลเซีย ได้แก่ ตรังกานู และ กลันตัน

9. สถาน Hentian Duta
เดินทางสู่รัฐทางเหนือของประเทศมาเลเซีย ได้แก่ เปอร์ลิสและเคดาห์

รถไฟฟ้ารางเดี่ยว
รถไฟฟ้ารางเดี่ยวลอยฟ้า มีเส้นทางวิ่งเชื่อมต่อพื้นที่สำคัญรอบกรุงกัวลาลัมเปอร์ และวิ่งวนผ่านย่าน
การค้า และการท่องเที่ยวที่ Jalan Bukit Bintang แหล่งช้อปปิ้งยอดนิยม และผ่านเกือบทุกย่านสำคัญของเมืองหลวง นอกจากนี้ยังวิ่งใกล้กับสถานีกัวลาลัมเปอร์เซ็นทรัล ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเลือกต่อ
รถไฟฟ้า KLIA Ekspres เพื่อเดินทางสู่สนามบินนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ได้โดยตรง


สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจในมาเลเซีย

ตึกแฝดเปโตรนาส (Petronas Twin Tower)
ในปัจจุบันคงเชื่อแน่ว่าคงไม่มีใครไม่รู้จัก เปโตรนาสตึกแฝดที่สูงที่สุดในโลก ที่มีความสูงถึง 88 ชั้นหรือ 452 ม.เหนือเส้นขอบฟ้า สถาปัตยกรรมที่เปล่งประกายไปด้วยแสงแห่งความงดงาม อันสร้างขึ้นโดยได้รับแรงบันดาลใจจากหลักอิสลาม 5 ประการ

นับเป็นศูนย์กลางแห่งความสวยงามกลางเมืองล้ำยุคแห่งกัวลาลัมเปอร์ สำหรับภายในตัวตึกเป็นที่ตั้งของ Petronas Performing Arts Group และห้องแสดงคอนเสิร์ต Dewan Filhamonik Petronas ซึ่งเป็นที่แสดงประจำของวงออร์เคสตร้าฟิลฮาร์โมนิคแห่งมาเลเซีย

จัตุรัสเมอร์เดก้า
เมื่อเสียงนาฬิกาตีบอกเวลาเที่ยงคืนในวันที่ 31 สิงหาคม ค.ศ.1957 ธงยูเนี่ยนแจ๊คของ
สหราชอาณาจักรถูกชักลงเป็นครั้งสุดท้าย ณ สถานที่แห่งประวัติศาสตร์กลางใจเมืองแห่งนี้
กล่าวได้ว่า Dataran Merdeka (จัตุรัสเมอร์เดก็า)ที่อยู่ด้านหน้าของ รอยัล เซลังงอร์ คลับ
(Royal Selangor Club) เป็นสนามที่ชาวมาเลเซียมารวมตัวกันทุกปีเพื่อเฉลิมฉลองวันประกาศอิสรภาพ

ในอดีตสนามแห่งนี้เรียกว่า สนามเซลังงอร์คลับ (Selangor Club Field) เป็นสนามที่ใช้เพื่อทำกิจกรรมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเล่นคริกเก็ต ฮ็อคกี้ เทนนิสและแข่งรักบี้จนกระทั่งในช่วงกลางของยุค 90 กิจกรรมทุกอย่างก็ต้องหยุดลง เนื่องจากมีการรื้อฟื้นที่ทั้งหมดเพื่อสร้างใหม่ทำเป็นลานจอดรถใต้ดินและศูนย์การค้าและร้านอาหาร แต่อย่างไรก็ตามในทุกวันนี้จัตุรัสแห่งนี้ยังใช้ในการแข่งขันคริกเก็ตโดยมี
เสาที่สูงที่สุดในโลก (100 ม.) พร้อมธงชาติมาเลเซียโบกสะบัดอยู่ปลายจัตุรัส ในทิศใต้บนฐานที่ที่มีสวนดอกไม้เล็กๆประดับอยู่อย่างสวยงาม และในทุกวันเสาร์ที่สามของเดือน จะมีวงดนตรีของกองทัพมาเลเซียและสำนักงานตำรวจแห่งชาติมาเลเซียสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาเปิดการแสดง ที่จัตุรัสในเวลา 17.00-18.00 น.

เก็นติ้ง ไฮแลนด์
ที่นี่เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจบนท้องฟ้าของมาเลเซีย โดยอยู่กลางหุบเขา Gunung Ula Kall เก็นติ้ง ไฮแลนด์มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลถึง 2,000 เมตร และเป็นที่ตั้งของรีสอร์ทนำสมัย จุดที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากที่สุดของที่นี่คือ บ่อนคาสิโนครบวงจร ที่มีทั้งโรงแรม เลาจน์ชมการแสดง และดิสโก้เธค บนหุบเขามีทั้งสวนสนุกทั้งแบบในที่ร่ม และแบบกลางแจ้งมีทั้งเครื่องเล่นท้าความเร็วอย่างโรลเลอร์ โคสเตอร์และเครื่องเล่นสำหรับครอบครัว

นอกจากนี้ ยังมีสนามกีฬาในร่มเหมาะสำหรับการเล่นบาสเก็ตบอล ปิงปอง แบดมินตัน และสคว็อชร วมทั้งลานโบว์ลิ่ง 32 เลน และสระว่ายน้ำในที่ร่ม ยิ่งกว่านั้นเก็นติ้ง ไฮแลนด์ยังมีฟาร์มเห็ด และสนามกอล์ฟ 18 หลุม รวมทั้งสนามม้า และไฮไลท์อีกอย่างหนึ่งของที่นี่คือม ีระบบเคเบิ้ลคาร์ไว้คอยบริการ สำหรับที่พักในเก็นติ้ง ไฮแลนด์มีทั้งแบบอพาร์ทเม้นท์ บังกาโลและโรงแรม

สำหรับการเดินทางก็ไม่ไกลนัก โดยขับรถออกจากกัวลาลัมเปอร์มาเพียง 51 กิโลเมตร หรือประมาณหนึ่งชั่วโมง เพียงขับรถออกจากกัวลาลัมเปอร์เพียงไม่ไกล คุณก็จะได้พบกับ Bukit Tinggi Resort รีสอร์ทสงบเงียบกลางหุบเขาที่สามารถผ่อนคลายคุณจากความวุ่นวายในตัวเมืองด้วยอากาศสดชื่นเย็นสบาย อีกทั้งยังมีทางเดินป่าสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการเดินทางไกล ภายใต้บรรยากาศแห่งขุนเขาและป่าไม้

คาเมรอน ไฮแลนด์
เหนือระดับน้ำทะเลราว 1,820 เมตรคือที่ราบสูงคาเมรอน ไฮแนด์ ที่นักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาเยือนได้ โดยผ่านเมือง Tapah ในรัฐเปรัค ที่ราบสูงแห่งนี้ถูกค้นพบโดยวิลเลียม คาเมรอน นักสำรวจในปี ค.ศ.1885 โดยเขาได้บรรยายที่แห่งนี้ว่าเป็น “ที่ราบสูงที่ลาดเอียงได้อย่างสวยงามและโอบล้อมไปด้วยหุบเขาสูงตระหง่าน” และคาเมรอน ไฮแลนด์ก็สวยงามสมคำกล่าวด้วยทัศนียภาพของหุบเขา และหมู่บ้านที่ปกคลุมไปด้วยม่านหมอก

แรกเริ่มเดิมทีผู้ที่เข้ามาจับจองพื้นที่ในที่ราบสูงแห่งนี้ คือบรรดาเจ้าของไร่ชา และเจ้าของฟาร์มผู้ร่ำรวยที่กำลังมองหาสถานที่ที่มีอากาศเย็นสบายสงบเงียบ และเป็นส่วนตัว และหลังจากนั้นไม่นานชาวไร่สวนผักชาวจีนก็เข้ามา พร้อมกับการพัฒนาต่างๆ มากมาย

ในปัจจุบันคาเมรอน ไฮแลนด์มีอำเภอขนาดใหญ่สามอำเภอคือ Ringlet ห่างจาก Tapah ประมาณ 46 กิโลเมตร เป็นพื้นที่หลักในการทำสวนผลไม้ และสวนผัก ถัดไปคืออำเภอ Tanah Rata ซึ่งเป็นเมืองสำคัญโดยมีที่พักแบบกระท่อมไม้ บ้านพัก บังกาโลและร้านอาหารมากมาย และห่างจาก Tanah Rata ออกไปอีก 3 กิโลเมตรคืออำเภอ Brinchang ซึ่งมีโรงแรมมาตราฐานสากล และสนามกอล์ฟ 18 หลุมเปิดให้บริการ ที่ Brinchang มีสถานอนุบาลพันธุ์ไม้ สวนผักและผลไม้ และไร่ชา ซึ่งเปิดให้นักท่องเที่ยวสามารถซื้อผัก และผลไม้สดได้ในราคาถูก นอกจากนี้ยังมีทางเดินป่าสำหรับทั้งเดินเล่น และทอดน่องหรือเดินขึ้นไปสำรวจภูเขา อย่างไรก็ตาม เส้นทางเดินอย่างหลักค่อนข้างอันตรายเนื่องจากคุณอาจหลงป่าได้ง่ายๆ
 
ลังกาวี
หมู่เกาะลังกาวี ประกอบด้วยเกาะเล็กเกาะใหญ่จำนวน 99 เกาะ ซึ่งเรียงรายอยู่ใกล้บริเวณชายฝั่งเคดาห์ ไม่ไกลกับเปอร์ลิส และอยู่ใต้ประเทศไทยเพียงเล็กน้อย เป็นที่รู้จักในเรื่องของตำนาน และความงดงามที่ได้รับการพัฒนาให้เป็นหมู่เกาะที่มีชื่อเสียง

ลังกาวี มีชายหาดที่สวยสะอาดตา และสมบูรณ์ด้วยชีวิตทางทะเล เป็นสถานที่ซึ่งเหมาะกับการผ่อนคลาย จากชีวิตยุ่งเหยิงในเมืองใหญ่อย่างแท้จริง และด้วยความที่เป็นเมืองท่าปลอดภาษี พร้อมด้วยภูมิทัศน์งามสงบ เกาะแห่งนี้จึงเป็นจุดหมายที่นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย และชาวต่างชาติต่างใฝ่ฝันอยากมาเยือน

การเดินทางมายังลังกาวี สามารถมาได้ด้วยเรือเฟอร์รี่จากกัวลา เคดาห์ (75 นาที) หรือ กัวลา เปอร์ลิส (45 นาที) เรือจะให้บริการในเวลา 7.00 น. ถึง 18.00 น. ท่าเรือเฟอร์รี่ทั้งสองแห่งมีที่จอดรถให้ในอัตราค่าบริการ 5 ริงกิตต่อวัน นอกจากนี้ยังมีเที่ยวบินจากกัวลาลัมเปอร์ มายังเกาะลังกาวีทุกวัน โดยมาลงที่สนามบินนานาชาติลังกาวี

เกาะลังกาวีมีพื้นที่รวม 47,850 เฮคเตอร์ โดยถูกแบ่งแยกจากแผ่นดินใหญ่ด้วยช่องแคบมะละกา สำหรับเกาะบริวารทั้ง 99 เกาะนั้น มีเพียง Pulau Tabu, Pulau Singa, Pulau Dayang Bunting และ Pulau Langkawi ที่มีคนอาศัยอยู่ โดยประกอบอาชีพทำนาข้าว และประมงเป็นหลัก ชาวเกาะปูเลา ลังกาวีนั้นหันมาทำธุรกิจ และทำกิจกรรมท่องเที่ยวมากขึ้น ศูนย์กลางเศรษฐกิจอยู่ที่เมืองกัวห์ (Kuah) ปาดัง มัตสิรัต (Padang Matsirat) และปาดัง ลาลัง (Padang Lalang)

เรื่องราวในตำนานที่ลึกซึ้งแห่งเกาะลังกาวี เป็นส่วนหนึ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว ให้เดินทางมาเยี่ยมชมสุสานเจ้าหญิงมะห์สุรี นาข้าวที่ไหม้เกรียม บ่อน้ำพุร้อน และหาดทรายสีดำ หรือลงเรือท่องเที่ยวสู่ Tasik Dayang Bunting (ทะเลสาบสาวท้อง) Gua Cerita (ถ้ำแห่งตำนาน) และ Gua Langsir
 
เค็ก ลก ซี (รัฐปีนัง)
วัดแห่งนี้มีชื่อเสียงโด่งดังในฐานะวัดที่มีขนาดใหญ่ และสวยงามที่สุดวัดหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทางเดินที่นำพาท่านสู่บริเวณวัดด้านบนนั้น ต็มไปด้วยบรรดาพ่อค้าแม่ขายที่จำหน่ายของที่ระลึก เจดีย์เจ็ดชั้นตั้งตระหง่านด้วยความสูง 30 เมตร เป็นสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานเอาฝีมือช่างศิลป์ทั้งจีน ไทย และพม่า เข้าด้วยกันอย่างน่าทึ่ง โดยส่วนฐานของเจดีย์ สร้างตามศิลปะแบบจีน ส่วนตรงกลางสร้างแบบไทย และยอดโดมที่ขดเป็นก้นหอยนั้นเป็นศิลปะแบบอย่างพม่า

Jonkers Street (รัฐมะละกา)
ถนน Jalan Hang Jebat ซึ่งในอดีตเคยรู้จักกันในนาม Jonkers Street มีชื่อเสียงระดับโลกในเรื่องสินค้าแอนทีค ที่สามารถต่อรองราคาได้ มีร้านขายของเก่ามากมาย ในบริเวณนี้ซึ่งสามารถซื้อหาของเก่าที่นับอายุได้ย้อนไปถึง 300 ปี หลายร้านมีของสะสมสไตล์ตะวันออก เช่น ปฏิมากรรม หิน เครื่องโลหะ และเครื่องถ้วยชาม และหลายร้านที่จำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ 
 

สถานทูตมาเลเซีย
ชั้น 1 สาธรการ์เด้น 33-35 ถ.สาทรใต้
ยานนาวา กรุงเทพฯ. 10120

โทร: +662 629 6800
โทรสาร:+662 679 2208
แผนกวีซ่า: +662 679 2270

เวลาทำการ: วันจันทร์ถึงวันศุกร์
8.00น.-16.00น
.

แนะสักนิดก่อนเที่ยวมาเลเซีย

•การทักทายตามประเพณีทางศาสนาหรือการ “ สลาม” คือการยื่นมือทั้งสองมาสัมผัสกัน แต่มาบีบแรงหลังสัมผัสมือจะดึงมือกลับแล้วมาไว้ที่หน้าอกเป็นวิธีการแสดงออกซึ่ง การคารวะหรือทักทาย ที่มาจากใจ ผู้มาเยือนควรทักทายด้วยคำว่า “ สลาม”
•การใช้นิ้วชี้ไปยังสถานที่ สิ่งของ หรือคน ถือเป็นการไม่สุภาพ ในมาเลเซียจะใช้นิ้วโป้งด้านขวาชี้แทนและกำนิ้วที่เหลือไว้กับฝ่ามือ
•นักท่องเที่ยวหรือผู้เดินทางที่เข้าไปยังสถานที่สำคัญทางศาสนา ต้องถอดรองเท้าเสมอ มัสยิดหรือวัดบางแห่งจะมีเสื้อคลุมและผ้าสำหรับคลุมศีรษะไว้ให้สำหรับสุภาพสตรี
•เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นเรื่องต้องห้ามเนื่องจากหลักศาสนาอิสลามซึ่งเป็นที่นับถือ ของประชากรส่วนใหญ่ในมาเลเซีย
•ผู้ที่มียาเสพติดหรืออาวุธไว้ในครอบครอง มีโทษประหารชีวิตสถานเดียว ไม่มีการลดหย่อ•การแต่งกาย นักท่องเที่ยวต้องแต่งกายให้เหมาะสม หากจะเข้าชมมัสยิดหรือวัด สำหรับสตรีควรแต่งกายสุภาพ กระโปรงยาวคลุมเข่า ห้ามใส่เสื้อทีเชิ้ต เสื้อกล้าม กางเกงขาสั้น รองเท้าแตะ และรองเท้าโปร่ง ผู้เยือนชาย ควรใส่เสื้อมีปก และกางเกงขายาว ผู้เยือนหญิง ไม่ควรใส่เสื้อผ้าที่เปิดมากเกินไป
 
 
มาเลเซียภาคเหนือ
รัฐเคดาห์ และ รัฐเปอร์ลิส เป็นสองรัฐที่อยู่เหนือสุดของดินแดน
ชายฝั่งมาเลเซีย รัฐปีนัง กับรัฐเปรัค ก็รวมอยู่ในมณฑลภาคเหนือนี้ด้วย เหตุที่ดินแดนชายฝั่งภาคเหนือมีบรรยากาศแบบเมืองชนบท
คงเป็นเพราะที่นี่เน้นการพัฒนาด้านเกษตรกรรมเป็นหลัก จนกลายเป็นบุคลิกเฉพาะที่มีเอกลักษณ์ ไม่เพียงเท่านั้นมณฑลภาคเหนือยังมีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันเข้มข้น และมีสถานที่น่าสนใจมากมายรอให้ผู้มาเยือนได้สัมผัส
สถานที่น่าสนใจที่ว่านั้นมีทั้ง เกาะ ชายหาด พืชพรรณ ป่าดิบชื้น และโบราณสถานอันงามสงบอยู่รายรอบเมืองเล็กและเมืองใหญ่
รัฐสีเงิน - รัฐเปรัค อุดมไปด้วยหินปูนจำนวนมาก เคยเป็นดินแดนที่มีเหมืองดีบุกมากที่สุดในเขตชายฝั่ง ปัจจุบันเศรษฐกิจของที่นี่มาจากเกษตรกรรม และอุตสาหกรรมเป็นหลักด้านเกษตรกรรมประกอบไปด้วย การประมง การทำสวนผัก การเพาะปลูก และการทำสวนผลไม้ ส่วนการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมมุ่งเน้นที่โรงงานอุตสาหกรรมขนาดเล็กและขนาดกลางเป็นส่วนใหญ่หากผ่านเข้าสู่เขต รัฐเคดาห์ และ รัฐเปอร์ลิส ที่อยู่ทางเหนือของเปรัค ภาพทิวทัศน์จะเปลี่ยนเป็นที่ราบแผ่กว้างสลับกับภูเขาหินปูน รัฐเหล่านี้มีอาณาบริเวณของผืนนาที่กว้างใหญ่ที่สุดในประเทศ จึงมีสถานะเป็น “ชามข้าวของมาเลเซีย”
รัฐปีนัง เมืองหน้าด่านแห่งแรกของอังกฤษในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งได้รับขนานนามว่า“ไข่มุกแห่งตะวันออก” เป็นจุดหมายในวันหยุดที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกชื่นชอบ รัฐที่มีทัศนียภาพงดงามแห่งนี้ได้หลอมรวมความเป็นที่สุดของตะวันออกและตะวันตกเข้าด้วยกัน ทั้งยังรักษารสชาติแห่งยุคอดีตเอาไว้อีกด้วย

รัฐเคดาห์
เคดาห์ : ชามข้าวของมาเลเซีย
Kedah Darul Aman ทอดตัวอยู่ระหว่างเปอร์ลิสทางตอนเหนือ และเปรัค ในตอนใต้ มีสถานะเป็นหนึ่งในรัฐทางเหนือของเขตชายฝั่งมาเลเซีย มีพื้นที่ทั้งหมด 9,425 ตารางกิโลเมตร และมีประชากรมากกว่า 1.5 ล้านคน
ด้วยพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกษตรกรรม เคดาห์จึงมีลักษณะแบบชนบทที่ให้สีสันหลากเฉดสี ขึ้นอยู่กับฤดูกาลของการเพาะปลูกข้าว ในเขตชานเมืองจะมองดูเขียวขจีที่สุดในช่วงต้นข้าวเริ่มเติบโต ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองในฤดูเก็บเกี่ยว และกลายเป็นสีน้ำตาลเหมือนสีผืนดินหลังจากเสร็จสิ้นการ เก็บเกี่ยวอาจมีหลายสิ่งซุกซ่อนอยู่เบื้องใต้ผืนนาข้าวที่แผ่กว้าง เพราะเคดาห์เคยเป็นต้นกำเนิดของ อารายธรรมเก่าแก่ซึ่งเพิ่งปรากฏสู่สายตา จากการขุดค้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ตามแหล่งขุดค้นทางประวัติศาสตร์ภายในรัฐละออร์ สตาร์ คือเมืองหลวง ซึ่งเป็นที่ตั้งของที่ทำการรัฐบาล และที่พำนักของราชวงศ์ เมืองแห่งนี้ เป็นศูนย์กลางการค้าเช่นเดียวกับเกาะลังกาวีที่อยู่ภายใต้อำนาจของเคดาห์ นอกจากนี้ยังมีเมือง กูบัง ปาซู (Kuubang Pasu) ปาดัง เตรัป (Padang Terap) โกตา สตาร์ (Kota Star) ซิค (Sik) ยัน (Yan) กัวลา มูดา (Kuala Muda) บาลิง (Baling) กูลิม (Kulim) บันดาร์ บาฮารู (Bandar Baharu) และ เป็นดัง (Pendang)

 ประวัติศาสตร์
บันทึกในหน้าประวัติศาสตร์ของเคดาห์ เริ่มต้นในราวศตวรรษที่ 5 บอกเล่าว่าเส้นทางการค้าขายระหว่างตะวันออก และตะวันตกของบรรดาพ่อค้าวาณิชในยุคนั้นได้มาหยุดที่เมืองท่ากัวลา มูดา โดยอาศัย Gunung Jerai ภูเขาสูงที่สุดของเคดาห์เป็นจุดบอกทิศ ซากปรักหักพังของ Candi วัดเก่าแก่ใน หุบเขา Bujang แสดงให้เห็นว่าเคยมีอารยธรรม ฮินดู – พุทธ ในท้องที่นี้ และที่นี่อาจเป็นสถานที่แรกที่เคย
ค้าขายกับพ่อค้าชาวอินเดีย อาณาจักรแห่งนี้มีความสำคัญเพียงใดยังเป็นที่สงสัย และอาจต้องรอการค้นคว้าวิจัยจากการขุดค้นต่อไป
ระหว่างศตวรรษที่ 7 และ 8 เคดาห์เคยส่งเครื่องบรรณาการให้กับราชวงศ์สุมาตรัน ศีวิชัย (Sumatran Srivijaya) แต่หลังจากการสิ้นสุดราชวงศ์นี้ เคดาห์ก็กลายเป็นรัฐอาณานิคมของไทย จนถึงศตวรรษที่ 15 ที่มะละกา (Malacca) มีอำนาจ และได้นำความเชื่อในศาสนาอิสลามเข้ามาสู่ท้องที่นี้ เคดาห์เคยเผชิญกับการรุกรานของโปรตุเกสและอะเคห์ (Achehnese) ในศตวรรษที่ 17 แต่ก็ต้องกลับไปเป็นของไทยอีกครั้ง ในปี 1821 เคดาห์ถูกครอบครองโดยไทย แล้วผ่านมือสู่อำนาจของอังกฤษ ใน ค.ศ.1909 สุดท้ายญี่ปุ่นก็เข้ายึดครอง จากนั้นก็ถูกรวมเป็นรัฐหนึ่งของ Malayan Union ก่อนจะรวมกันเป็น Federation of Malaya ใน ค.ศ.1984

 เศรษฐกิจ
เคดาห์และรัฐเพื่อนบ้านอย่างเปอร์ลิสเป็นรัฐ “ชามข้าว” ของมาเลเซียด้วยกันทั้งคู่ เนื่องจากให้ผลิตผลถึงกึ่งหนึ่งของความต้องการทั้งประเทศ ขณะที่เคดาห์ยังมีลักษณะโดยรวมเป็นชนบท แต่เมืองหลวงอย่างละออร์ สตาร์ กำลังก้าวสู่การพัฒนาให้เป็นเมืองสำคัญระดับชาติ ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นจำนวนมากกำลังผลักดันให้รัฐแห่งนี้มุ่งหน้าสู่ศตวรรษที่ 21 และการท่องเที่ยวเป็นรายได้หลักของประเทศ จากการพัฒนาลังกาวีให้เป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวทั่วโลก

 ที่พัก
มีโรงแรมรีสอร์ทมากมาย รวมถึงที่พักขนาดกลางและที่พักราคาประหยัดอยู่ในกัวห์, ปันไต เซนัง และปันไต ก๊ก รีสอร์ทนั้นมีตั้งแต่บ้านพักไปจนถึงโรงแรมหรูห้าดาว นักท่องเที่ยวแบบแพ็คเกจทัวร์ที่มากับบริษัทนำเที่ยวจะได้เที่ยว และพักอย่างคุ้มค่าที่ลังกาวี

 การเดินทาง
เคดาห์ใช้เขตแดนร่วมกับประเทศไทย โดยมีด่านตรวจคนเข้าเมืองอยู่ที่ Bukit Kayu Hitam

เครื่องบิน
สายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ มีเที่ยวบินจากกัวลาลัมเปอร์ มายัง อะลอร์ สตาร์ ทุกวัน รวมถึงเที่ยวบินแวะที่ปีนัง หรือ โกตา บาห์รูด้วย

รถยนต์
ทางหลวงสายเหนือ – ใต้ จากกัวลาลัมเปอร์ สู่บูกิต คายู ฮิตัม มีระยะทาง 490 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางด้วยรถยนต์ประมาณ 5 ชั่วโมง

รถโดยสาร
อะลอร์ สตาร์ เป็นชุมทางรถโดยสารของเคดาห์ ซึ่งสถานีขนส่งกลาง (central bus station) อยู่ที่ถนน Jalan langgar มีรถโดยสารของหลายบริษัทให้บริการในจุดหมายในภาคใต้และภาคตะวันตกไปจนถึงบัตเตอร์เวิร์ธ รถโดยสารที่ไปยังบัตเตอร์เวิร์ธออกทุกชั่วโมงระหว่าง 7.00 – 20.00 น. นอกจากนั้นยังมีรถโดยสารไปกัวลา เคดาห์ซึ่งเป็นที่ตั้งท่าเรือเฟอร์รี่ไปเกาะลังกาวี

สถานีขนส่งรถด่วนพิเศษ (main express bus station) อยู่ห่างจากสถานีขนส่งกลางไปทาง
ตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 2 กิโลเมตร ที่นี่เน้นการบริการของรถโดยสารด่วนพิเศษที่เป็นรถโค้ชสู่เมืองทางใต้อย่าง อิโปห์ (Ipoh), กัวลาลัมเปอร์, มะละกา, ยะโฮร์ บาห์รู และสิงคโปร์ นอกจากนี้ยังมีรถโค้ชด่วนพิเศษที่มุ่งยังเมืองชายฝั่งตะวันออก อย่าง กวนตัน (Kuantan), กัวลา ตรังกานู (Kuala Terengganu) และ โกตา บาห์รู (Kota Bharu) รถด่วนสายเหนือและแท็กซี่ที่ไปอะลอร์ สตาร์มีบริการทุกวันโดยออกจาก สถานีปูดูรายา (Puduraya Bus Terminal) ที่กัวลาลัมเปอร์

รถไฟ
อะลอร์ สตาร์ ตั้งอยู่บนจุดเชื่อมต่อทางรถไฟ เหนือ – ใต้ และ KTM มีบริการรถไฟประจำวัน ในเส้นทางระหว่างอะลอร์ สตาร์ไปยังเมืองต่างๆ ที่อยู่ในเส้นทาง นอกจากนี้ยังมีรถไฟจากบัตเตอร์เวิร์ธที่ไปยังกรุงเทพฯ แล่นผ่าน อะลอร์ สตาร์ และเมืองชายแดนของปาดัง เบซาร์ในรัฐเปอร์ลิส รวมทั้งรถด่วนสายอินเตอร์ที่วิ่งไปถึงหาดใหญ่ และกรุงเทพฯ ซึ่งให้บริการช่วงบ่ายของทุกวัน และตอนเช้าตรู่สำหรับขบวนที่ไปหาดใหญ่ จองตั๋วล่วงหน้าได้ที่สถานีรถไฟทุกแห่งที่มีบริการ

รัฐเปอร์ลิส
 เปอร์ลิส : อัญมณีแห่งเมืองเหนือ

เปอร์ลิส เป็นรัฐที่เล็กที่สุดของมาเลเซียซึ่งมีพื้นที่เพียง 795 ตารางกิโลเมตร ทิศเหนือมีเขตติดต่อกับประเทศไทยและทิศใต้ติดต่อกับรัฐเคดาห์ มีเมืองคังการ์ (Kangar) เป็นเมืองหลวง ส่วนเมืองเอเรา (Arau) ที่อยู่ห่างออกไป 10 กิโลเมตร เป็นเมืองราชวงศ์ ด้วยอิทธิพลของเกษตรกรรม เปอร์ลิสจึงมีความงดงามที่ยังบริสุทธิ์ผุดผ่อง ด้วยผืนนาข้าวเขียวขจี แผ่กว้างสุดตาสลับด้วยภูเขาหินปูน รัฐแห่งนี้มีฤดูแล้งที่น่าชื่นใจกินเวลาตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเมษายน ส่วนเดือนกันยายนถึงธันวาคม เป็นช่วงเวลาของฤดูฝนอันชุ่มฉ่ำ เมืองสำคัญของรัฐได้แก่ คังการ์ อาเรา กัวลาเปอร์ลิส (Kuala Perlis) และปาดัง เบซาร์ (Padang Besar) เมืองกัวลา เปอร์ลิส เป็นที่ตั้งของท่าข้ามฟากที่สำคัญสำหรับการเดินทางสู่เกาะลังกาวี (Langkawi) อันโด่งดัง ส่วนเมืองปาดัง เบซาร์ เป็นจุดผ่านแดนหลักสำหรับผู้ที่เดินทางมาจากเมืองไทยด้วยรถยนต์ หรือรถไฟสู่มณฑลชายฝั่งทะเลมาเลเซีย

  ประวัติศาสตร์
ช่วงหนึ่งประวัติศาสตร์ของรัฐเปอร์ลิส เป็นการปกครองของเจ้าผู้ครองรัฐ และอีกหลายช่วงตอนอยู่ภายใต้การปกครองของไทย เมื่อไทยรบชนะเคดาห์ใน ค.ศ.1821 เจ้าผู้ครองรัฐก็ต้องอยู่ใต้อาณัติของสยาม ถึงคราวที่เคดาห์ถูกส่งคืนให้เจ้าผู้ครองรัฐใน ค.ศ.1842 รัฐเปอร์ลิสจึงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นรัฐอาณานิคมครั้งที่เกิดสนธิสัญญาอังกฤษ – ไทยใน ค.ศ.1909 นั้น อำนาจการปกครองของคนไทยที่อยู่เหนือเปอร์ลิสได้เปลี่ยนมือไปเป็นของอังกฤษแทน ระหว่างที่ถูกญี่ปุ่นครอบครอง เปอร์ลิสก็ยังคงอยู่ในความดูแลของไทย เปอร์ลิสต้องกลับมาอยู่ภายใต้การคุ้มครองของอังกฤษอีกครั้งหลังการล่าถอยของญี่ปุ่น จวบจนกระทั่งได้รับเอกราชใน
ค.ศ.1957

 เศรษฐกิจ
นอกเหนือจากการเพาะปลูกข้าวและอ้อย สภาพดินของเปอร์ลิส ยังเหมาะกับการเพาะปลูกผลไม้ อย่างมะม่วง และแตงโมอีกด้วย ประมง และป่าไม้ ถือเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญไม่น้อยเช่นกัน ขณะที่อุตสาหกรรมขนาดกลางกำลังเป็นที่สนใจในปัจจุบัน แหล่งผลิตน้ำตาลนั้นอยู่ที่ชูปิง (Chuping) ซึ่งเป็นพื้นที่หลังในการเพาะปลูกอ้อย ส่วนที่บูกิดเคเตอรี (Bukit Keteri) เป็นสถานที่ตั้งของปูนซีเมนต์ 
 การเดินทาง
เครื่องบิน
สนามบินนานาชาติ Alor Star ในรัฐเคดาห์รองรับเที่ยวบินจากกัวลาลัมเปอร์ ปีนัง และ ยะโฮร์ บาห์รู จากสนามบินละออร์ สตาร์ สามารถนั่งแท็กซี่ไป คังการ์ และอะเราได้ ถ้าไปคังการ์จะใช้เวลาประมาณ 45 นาที ดังนั้นการนั่งแท็กซี่ไปอะเราค่าโดยสารจะถูกกว่า และใช้เวลาน้อยกว่า ค่าแท็กซี่สำหรับผู้ใหญ่ 18 ริงกิต/เด็ก 5 ริงกิต
รถโดยสาร
ในรัฐเปอร์ลิส มีรถโดยสารจากหลายหลายบริษัทให้บริการ เที่ยวโดยสารปกติวิ่งระหว่างเมือง คังการ์, ปาดัง เบซาร์, อะเรา, กัวลาเปอร์ลิส, ปาอูห์ (Pauh), อะลอร์ สตาร์ (Alor Star), จิตรา (Jitra), โกเดียง (Kodiang), ซิมปัง เอ็มปัต (Simpang Empat), ปาดัง เมลังกิต (Padang Melangit), ชูปิง และ คาคิบูกิต (Kaki Bukit)
แท็กซี่
แท็กซี่จากคังการ์ให้บริการทุกจุดหมายภายในรัฐ
รถไฟมีการบริการรถไฟทุกวันจากกัวลาลัมเปอร์ สู่ อะเรา และ ปาดัง เบซาร์ ซึ่งวิ่งไปถึงประเทศไทย

รัฐปีนัง
 
 ปีนัง : ไขุมุกแห่งตะวันออก
ปีนัง ถูกกล่าวถึงเสมอในนามไข่มุกแห่งตะวันออก ในฐานะเมืองที่มีความสวยงาม และโรแมนติกที่สุดเมืองหนึ่งของภาคตะวันออก ชื่อของปีนังมาจากคำว่า ปีนัง (Pinang) แปลว่า ต้นหมากซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นต้นไม้ที่พบมากในเกาะแห่งนี้ ปีนัง ได้รับการสถาปนาให้เป็นที่มั่นทางการค้าของอังกฤษเมืองแรก ในภูมิภาคตะวันออกไกล เมื่อปี 1786 ทุกวันนี้ ปีนัง กลายเป็นเมืองขนาดใหญ่ที่ผสานเอาวัฒนธรรมสองซีกโลกไว้ด้วยกันอย่างแยกไม่ออก มันกลายเป็นเสน่ห์ประหลาดที่ดึงดูดใจให้นักท่องเที่ยวมาเยือนเมืองแห่งนี้ไม่หยุดหย่อน

รัฐปีนัง ประกอบไปด้วยเกาะปีนัง และแผ่นดินที่มีความยาวซึ่งรู้จักในนาม Seberang Parai (ในอดีตคือ จังหวัด Wellesley) เชื่อมโยงพื้นที่สองส่วนไว้ด้วยสะพานปีนัง ซึ่งเป็นสะพานที่ยาวที่สุดในภูมิภาคเอเชีย ด้วยความยาว 13.5 กิโลเมตร และนอกจากสะพานปีนัง ซึ่งเป็นทางเชื่อมสายหลักแล้ว ยังสามารถเดินทางสู่เกาะปีนังโดยใช้บริการเรือข้ามฟากได้อีกด้วย
บนเกาะปีนังมี จอร์จทาวน์ เป็นเมืองหลวง และจุดศูนย์กลางอันร่ำรวย ด้วยประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม ในขณะที่ปีนังฉายแสงอันเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา และทันสมัยด้วยการพัฒนาไปข้างหน้าอย่างไม่รู้จบ แต่สถานที่มากมายบนเกาะปีนัง ก็ยังรักษาความเป็นเอกลักษณ์ที่สะท้อนถึงวานวันในอดีต จนทำให้ปีนังเป็นสถานที่สุดพิเศษหลากอารมณ์ ทางเดินเล็กๆ ริมถนน สามล้อ วิหาร หรือแม้แต่พ่อค้า แม่ค้าที่กำลังวุ่นวายสาละวนอยู่กับหน้าที่ของตัวเอง ภาพเหล่านี้ดูจะสะท้อนความเป็นอดีต ปีนัง ยังเป็นสวรรค์สำหรับนักช้อปไม่ว่าจะเป็นตลาดของใหม่ หรือของสะสมโบราณ นักท่องเที่ยวสามารถมองหาสินค้าในราคาที่น่าพึงพอใจ สินค้าที่ได้รับความนิยมอย่าง กล้องถ่ายรูป อุปกรณ์ไฟฟ้า และอิเล็คทรอนิกส์ เสื้อผ้า บาติก ของที่ระลึก ของเก่า และของสะสม รวมทั้งของกระจุกกระจิก มีให้เลือกซื้ออย่างจุใจ เกาะแห่งนี้ยังโด่งดังเรื่องอาหารชั้นเลิศของภูมิภาค ไล่เรื่อยมาตั้งแต่อาหารต้นตำหรับ Nyonya ไปจนถึงอาหารจานโปรดแบบพื้นเมือง ที่หารับประทานได้ง่ายตามร้านข้างทาง อย่าง นาซิ กันดาร์ (Nasi Kandar) ชาร์ ก๋วยเตี๋ยว (Char Kway Teaow) หรือปีนัง ลักซา (Penang Laksa) และว่ากันว่ารสชาติอาหารที่ว่าทั้งหมดนั้น ช่างแตกต่างกันและหลากหลายกว่าที่พบในรัฐอื่นๆ ของมาเลเซียอย่างสิ้นเชิง

 ประวัติศาสตร์
เมืองหน้าด่านของอังกฤษแห่งนี้ ถูกค้นพบโดย กัปตัน ฟรานซิส ไลท์ (Captain Fransis Light) ในปี ค.ศ.1786 ซึ่งกัปตันไลท์ได้รับมอบเกาะปีนัง ในนามของบริษัทอีสต์ อินเดีย คอมพานี (East India Company) ด้วยการทำสัญญากับสุลต่านแห่งรัฐเคดาห์ (Sultan of Kedah) เพื่อปกป้องแผ่นดินแห่งนี้จากสยามประเทศ เมื่อกัปตันไลท์มาถึง เกาะแห่งนี้มีประชากรบางตา และมีเรื่องเล่าว่าตอนที่กัปตันไลท์มาถึง เค้าได้ใช้ปืนใหญ่ยิงเอาก้อนทองคำเข้าไปในเมือง เพื่อปลุกระดมให้ชนชั้นแรงงานลุกขึ้นมาสู้ก่อนที่จะยึดครองเกาะปีนัง
เขาได้เปลี่ยนชื่อเกาะเสียใหม่เป็น Prince of Wales Island เนื่องด้วยเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นในวันเกิดของเจ้าชายแห่งเวลล์ ไม่นานนักกัปตันไลท์ก็สถาปนาจอร์จทาวน์ และได้รับแผ่นดินผืนยาวบนแผ่นดินใหญ่ที่อยู่ติดกับเกาะปีนัง ซึ่งต่อมารู้จักกันในนามจังหวัดเวลเลสลี่ (Wellesley) จากนั้นจึงค่อยๆสถาปนาจอร์จทาวน์ให้เป็นเมืองท่าปลดภาษี และปลุกระดมคนพื้นเมืองให้จับจองพื้นที่มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จากแผ่นดินที่มีพลเมืองเบาบาง เพิ่มจำนวนประชากร 10,000 คนเมื่อช่วงเปลี่ยนของศตวรรษปี 1805 ปีนังเป็นอิสระ และไม่นานนักก็มีการตั้งชุดบริหารแบบรัฐบาลอินเดีย ซึ่งระบบการปกครองที่มีเค้าโครงเดียวกับเมืองมาดราส และบอมเบย์ จากนั้นในปี 1826 มีการถ่ายโอนมาจากสิงคโปร์ และมะละกา ที่ตั้งถิ่นฐานอย่างถาวรเริ่มขึ้น เศรษฐกิจเริ่มตื่นตัว จอร์จทาวน์พัฒนาอย่างรวดเร็ว และมีการเปิดสอนภาษาอังกฤษเป็นครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อปี 1816

 เศรษฐกิจ
ปีนังมีระบบเศรษฐกิจแบบผสม ทั้งอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เกษตรกรรม ทั้งอุตสาหกรรมไฮเทค ก็ได้รับการพัฒนา และลงทุนอย่างต่อเนื่องจากบริษัทนานาชาติ เป็นฐานการผลิต ซอฟแวร์ ฮาร์ดแวร์ และชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ อีกทั้งอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ยังได้รับการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง เนื่องจากปีนังเป็นจุดนัดพบสำคัญในภาคพื้นเอเชีย สำหรับการประชุมสำคัญๆ ในแขนงต่างๆ ปีนัง ยังเป็นทั้งศูนย์การจัดนิทรรศการ และการแสดง ด้านเกษตรกรรมปีนังสร้างผลผลิตปาล์มน้ำมัน ยางพารา และผลไม้ หลากประเภท ปีนัง ยังมีท่าเรือน้ำลึกที่เป็นด่านการค้าอันเป็นไปด้วยศักยภาพ และเป็นประตูเชื่อมต่อมาเลเซียกับอีกกว่า 200 ท่าเรือนานาชาติทั่วโลก 
 การเดินทาง
ท่าอากาศยาน
ปีนัง มีท่าอากาศยานหลักคือ ท่าอากาศยานนานาชาติปีนัง (Penang Internation Airport) ซึ่งอยู่ห่างใจกลางเมืองออกไปประมาณ 20 กิโลเมตร การเดินทางสู่ปีนังโดยทางอากาศสามารถทำได้ง่ายๆ โดยเลือกเที่ยวบินจากหลากหลายเมืองหลักของแต่ละภูมิภาค มีเที่ยวบินจากสิงคโปร์ กรุงเทพฯ หาดใหญ่ ภูเก็ต เมดาน มาดราส และจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ ก็มีเที่ยวบินสู่ปีนังทุกวันโดยสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ (MAS)
แท็กซี่สนามบิน
แท็กซี่และลิมูซีนให้บริการจากสนามบินสู่ตัวเมือง ด้วยระบบคูปอง และค่าโดยสารราคาคงที่ จากสนามบินสู่จุดหมายปลายทาง โดยผู้โดยสารซื้อคูปองค่าโดยสารได้ท ี่เคาน์เตอร์บริการรถแท็กซี่ภายในสนามบินก่อนขึ้นรถ ราคาลิมูซีนจะแพงกว่าแท็กซี่
ถนน
มีสะพานปีนังซึ่งเชื่อมต่อเกาะปีนังเข้ากับแผ่นดินใหญ่ของมาเลเซีย ผู้เดินทางโดยใช้สะพานปีนังชำระค่าผ่านทางเที่ยวเดียวที่ด่านเก็บค่าผ่านทาง เซบารัง เพไร (Sebaran Parai) อยู่บนแผ่นดินใหญ่ก่อนขึ้นสะพาน และหากเดินทางจากเกาะปีนังสู่แผ่นดินใหญ่ก็ไม่จำเป็นต้องชำระค่าผ่านทาง
รถไฟ
การเดินทางสู่ปีนังโดยรถไฟ  ใช้เส้นทางรถไฟสายหลักจากใต้สู่เหนือสุดที่สถานีบัตเตอร์เวอร์ธ การเดินทางโดยรถไฟสะดวกสบายและยังเป็นโอกาสดีที่จะได้ชื่นชมกับบรรยากาศและทิวทัศน์ชนบทสองข้างทาง จากกัวลาลัมเปอร์ถึงบัตเตอร์เวอร์ธใช้เวลาเดินทางประมาณ 6 ชั่วโมงและมีตู้โดยสารติดแอร์สำหรับตั๋วชั้นหนึ่งและชั้นสอง นอกจากนั้นจากสถานีบัตเตอร์เวอร์ธ ยังทีท่าเรือเฟอร์รี่เพื่อจับเรืองข้ามไปสู่เกาะปีนังได้อีกเช่นกัน
เรือเฟอร์รี่
มีเรือเฟอร์รี่ให้บริการจากท่าบัตเตอร์เวอร์ธและเกาะปีนัง ซึ่งสามารถเดินทางได้ แม้จะมีพาหนะไปด้วย ตั๋วเรือข้ามฟากสามารถซื้อได้ที่ท่าเรือบัตเตอร์เวอร์ธ 
 

รัฐเปรัค
เปรัค : รัฐสีเงิน
จากศูนย์กลางอันแสนวุ่นวายอย่างเซลังงอร์ มุ่งหน้าไปทางทิศเหนือสู่เปรัค ทัศนียภาพจะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปจากชุมชนเมือง สู่ทิวทัศน์กว้างไกล และพื้นที่เกษตกรรมที่พบเห็นได้ทั่วไป อีกทั้งพื้นที่เพาะปลูกสวยงาม และพืชพันธุ์เกษตรเขียวขจีตัดกับพื้นป่า และเทือกเขาหินปูนมากมายที่อยู่เบื้องหลังด้วยเนื้อที่กว่า 21,000 ตารางกิโลเมตร เปรัคตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างเคดาห์ทางทิศเหนือ และ  เซอลังงอร์ทางทิศใต้ มีเทือกเขาสำคัญตัดผ่านรัฐ ทอดตัวยาวเคียงข้างที่ราบตามแนวชายฝั่งทะเล เปรัคมักถูกกล่าวถึงในฐานะเมืองงาม ด้วยทัศนียภาพ ที่สวยงามตรึงใจไร้กาลเวลา เปรัคแบ่งออกเป็น 9 เขต มีเมืองสำคัญรวมถึง อิโปห์ (Ipoh) กัวลา คังซาร์ (Kuala Kangsar) ไตปิง เตลุก อินตาน (Taiping Teluk Intan) และลูมุต (Lumut) อิโปห์ นั้นเป็นศูนย์กลางการปกครอง และเมืองหลวงของรัฐ ในขณะที่กัวลา คังซาร์ เป็นสถานที่พำนักของเจ้านครแต่ละพื้นที่ในเปรัค มีความโดดเด่น สวยงาม และประวัติความเป็นมาอันยาวนาน ทั้งยังเพียบพร้อมไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจ รวมถึงสถาปัตยกรรมแก่สไตล์อังโกล มาเลย์ และคฤหาสน์หลังงามแบบจีน อาคารโคโลเนียล ถ้ำหินปูนดึกดำบรรพ์ วัด และวิหาร หรือเนินเขาที่มีทัศนียภาพแสนสวย เป็นต้นว่า บูกิต ลารุต (Bukit Larut) หรือ Maxwell Hill นักท่องเที่ยวที่ช่างสังเกตอาจค้นพบความแตกต่างระหว่างวิถีชีวิตของที่นี่ กับภาคกลาง ในขณะที่มีวิถีชีวิตแบบคนเมือง แต่ก็ยังมีความสงบ และเปรัคได้ชื่อว่าเป็นศูนย์รวมอาหารรสเลิศติดอันดับต้นๆ ของภูมิภาค และมีผู้คนที่สัญจรผ่านมามักแวะชิมอาหาร ทั้งจากร้านที่เปิดให้บริการมากมาย และศูนย์รวมอาหารภายในรัฐอยู่เป็นนิจเปรัคมีพื้นที่ชายฝั่งตะวันตกติดกับแหลมมะละกา และไม่ไกลจากชายฝั่ง ก็มีเกาะแก่งชายหาด ที่ใกล้ที่สุดเห็นจะเป็นเกาะปังกอร์ เกาะแห่งนี้มีความโดดเด่นและแตกต่าง อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสประสบการณ์ผ่านกิจกรรมมากมาย ทั้งยังเต็มไปด้วยหาดทรายที่สวยงามอีกมาก

ประวัติศาสตร์
เปรัคเป็นที่รู้จักกันดีในแง่อารยธรรมมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 เรื่อยมาจนถึงศตวรรษที่ 18 ด้วยประวัติศาสตร์ และการเมืองที่เต็มไปด้วยสีสัน และการต่อสู้แย่งชิงอำนาจ รัฐบาลชุดแรกในสมัยศตวรรษที่ 15 อยู่ที่บรูอาส (Bruas) และมันจุง (Manjung) ระบอบสุลต่านที่มีอยู่จนปัจจุบัน สืบทอดมาตั้งแต่ปี 1528 เมื่อสุลต่าน
มุสซาฟฟาร์โอรสองค์แรกของสุลต่านแห่งมะละกาองค์ก่อน ได้รับสถาปนาอาณาจักรของตนขึ้นที่ชายฝั่งของแม่น้ำเปรัค
เปรัคอุดมไปด้วยดีบุกซึ่งเป็นสายสัมพันธ์อันดีมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 16 – 18 กับประเทศไทยซึ่งอยู่ติดชายแดนทางตอนเหนือและอเชนีส (Achenese) และบูกิต (Bukit) ทางตอนใต้ ในขณะที่ชาวดัตซ์เคยเข้ายึดครองสิทธิทางการค้าดีบุกเช่นกัน หากแต่ทำไม่สำเร็จปริมาณมหาศาลของดีบุกที่ทับถม ทำให้เกิดการต่อสู้เพื่อแย่งชิงเหมืองในหมู่ผู้ทำงานเหมืองชาวจีน สงครามนอกกฎหมายอันยาวนาน และอำนาจที่แย่งชิงกันระหว่างผู้มีชัยในบังลังก์แห่งเปรัค สุลต่านอับดุลลาห์ (Sultan Abdullah) และราชา อิสมาอิล (Raja Ismail) ส่งผลให้คณะปกครองอังกฤษในสมัยนั้นเข้ามาแทรกแซงได้ และเมื่อมีครั้งที่มีการลงนามในสนธิสัญญาปังกอร์ (Pangkok Treaty) เมื่อปี 1874 คณะปกครองอังกฤษโดยเซอร์ แอนดริว คลากส์ (Sir Andrew Clarke) ได้สถาปนาสุลต่านอับดุลลาห์ ขึ้นเป็นเจ้าผู้ครองรัฐภายใต้ข้อตกลงให้อังกฤษเข้ามาอยู่อาศัยได้ ต่อจากนั้นไม่นาน อังกฤษก็แต่งตั้งคณะปกครองรัฐเพื่อสุลต่าน และเจดับบลิว ดับบลิว เบิร์ช (JWW Birch) หัวหน้าคณะปกครองอังกฤษ ในยุคแรกถูกลอบสังหารเมื่อปี 1875 เนื่องจากความไม่พอใจที่เขาเอนเอียงไปฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อังกฤษจึงส่งกองกำลังทหารเพื่อดำรงการควบคุม และขับไล่สุลต่านอับดุลลาห์ ผู้รับช่วงต่อจากเบิร์ช คือ ฮิวจ์ ลอว์ (Hugh Low) ที่ทำงานได้มากกว่า เข้าควบคุมเหมืองทั้งหมด จัดระบบการปกครองหัวหน้ากลุ่ม กำหนดการจัดเก็บภาษี ปรับปรุงและระบบจัดการต่างๆของรัฐ รัฐเปรัคจึงรุ่งเรืองขึ้นภายใต้การปกครองของเขา จากนั้นเริ่มมีการก่อสร้างทางรถไฟสายแรกเริ่มจากไทปิง ไปสิ้นสุดที่ท่าเรือ ทำให้การลำเลียงดีบุกสู่ท่าเรือเป็นไปอย่างรวดเร็วมากขึ้น ส่งผลถึงการเติบโตในส่วนการผลิตดีบุก ในปี 1896 เปรัคเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสหพันธรัฐมาเลเซียจวบจนกระทั่งยุคการปกครองของญี่ปุ่น

 เศรษฐกิจ
เปรัค มีความหมายว่า ‘เงิน’ ในภาษามาเลย์ ด้วยมีสินแร่เงิน และดีบุกซึ่งเป็นที่มาความมั่งคั่งของรัฐแห่งนี้ ประชากรที่มีอยู่เพียงสองล้านคน และพื้นที่ซึ่งมั่งคั่งด้วยดีบุก รู้จักกันในนามภูเขากินตา
(Kinta Valley) เป็นอุตสาหกรรมหลักมาร่วมศตวรรษ 80 เศรษฐกิจหันเหทิศทางไปสู่กสิกรรม โรงงาน การก่อสร้าง การค้าและพาณิชย์ มีภาวะการเติบโตของระบบสาธารณูปโภค และให้ความสำคัญกับการประมง ป่าไม้ และอุตสาหกรรมเกี่ยวกับการท่องเที่ยว อิโปห์เป็นหนึ่งในเมืองที่เจริญรุดหน้าไปอย่างรวดร็ว จนกลายเป็นศูนย์กลางแห่งอุตสาหกรรมการลงทุนทางธุรกิจ และการศึกษา

 การเดินทาง

อิโปห์ซึ่งเป็นเมืองหลวงอยุ่ห่างจากกัวลาลัมเปอร์ ประมาณ 205 กิโลเมตรและห่างจากปีนัง ประมาณ 165 กิโลเมตร ซึ่งเมืองแห่งนี้เชื่อมต่อการเดินทางที่สะดวกสบายกับภูมิภาคอื่นๆ โดยเดินทางทั้งทาง
รถยนต์ รถไฟ และทางอากาศ

เครื่องบิน
อากาศยานซุลต่าน อัสลันชาห์ สามารถรองรับเครื่องบินขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลาง
มาเลเซียแอร์ไลน์มีเที่ยวบินจากปีนัง และผ่านทางกัวลาลัมเปอร์ จากสนามบิน รถประจำทางและแท๊กซี่ให้บริการสู่ตัวเมือง

รถยนตร์
มีรถแท๊กซี่ให้บริการจากโคตาบารู (Kota Baru) อะลอร์ สตาร์ ( Alor Star ) ปีนัง (Penang) ไทปิง (Taiping) และกัวลา คังซาร์ (Kuala Kangsar) จากทางเหนือ และจากคาเมรอน ไฮแลนด์ (Cameron Highland) เตลุก อินตาน (Teluk intan) ตันจุง มาลิม (Tanjung Malim) และ กัวลาลัมเปอร์ (kuala Lumpur) จากทิศใต้สู่อิโปร์ อัตราค่าโดยสารตั้งแต่ 6-20 ริงกิตขึ้นอยู่กับ ระยะทาง รถแท็กซี่จะจอดรอจนกระทั่งคนเต็มจึงออกรถ

รถประจำทาง
มีรถโดยสารประจำทาง จากกัวลาลัมเปอร์ และบัตเตอร์เวอร์ธส สู่เมดานเทอร์มินัลในอิโปร์ มีบริการ รถประจำทางจากบริษัทเอกชนหลายบริษัท เดินทางจากเหนือสุ่ใต้ และจากหลากหลายพื้นที่ในประเทศสู่อิโปร์ คลอบคลุมเส้นทางเช่น บัตเตอร์เวอร์ธ โคตา บาห์รู กัวลาลัมเปอร์ และเตลุก อินตานทางตอนใต้ บริการหลักๆ จากรถประจำทางเอกชน  เช่น Express Nasional, SPT, Sri Maju, Plusliner และ Nice

รถไฟ
รถไฟสายเหนือบริหางานโดยการรถไฟมาลายัน หรือ KTMB (Keretapi Tanah Melayu Berhad) หยุดรับส่งผู้โดยสารตามเมืองสำคัญในเปรัค เช่น ตันจง มาลิม (Tanjong Malim) บาตู กาจาห์ (Batu Gajah) อิโปห์ (Ipoh) กัวลา คังซาร์ (Kuala Kangsar) ไทปิง (Taiping)
และปะริตบุนตาร์ (Parit Buntar)


มาเลเซียภาคกลาง

รัฐเซออลังงอร์ หรือที่มีความหมายตามตัวอักษรว่าหัวใจแห่งแหลมมลายู นับเป็นรัฐที่มีการพัฒนามากที่สุดในมาเลเซีย จากที่มีการจัดเตรียมให้กลายเป็นรัฐครบวงจร ด้วยจัดตั้งศูนย์กลางการพัฒนาประเทศ ในด้านสนเทคโนโลยีสารสนเทศ (Multimedia Super Corridor, MSC) และสนามบินนานาชาติกัวลาลัมเปอร์สนามบินทันสมัยครบวงจรและเขตอุตสาหกรรม ทำให้เซอลังงอร์ก้าวเข้าสู่สหัสวรรษใหม่ได้อย่างมั่นคง นอกจากนี้เซอลังงอร์ ยังครอบคลุมอาณาเขตของ ปุตราจายาซึ่งเป็นเขตการปกครองพิเศษและศูนย์ราชการแห่งใหม่ของมาเลเซียโดยพื้นที่เกือบห้าเฮคเตอร์ ปุตราจายาได้รับการออกแบบให้เป็นเมืองทันสมัยใหม่บนแนวความคิดที่ผสมผสานระหว่างความเป็นธรรมชาติ และความล้ำยุค ซึ่งเป็นผลให้เมืองต้นแบบแห่งนี้มีผังเมืองที่ทันสมัย ขณะเดียวกันก็มุ่งเน้นในเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยมีทั้งย่าน
การค้าและย่านอาศัย ที่พรั่งพร้อมไปด้วยสวนสาธารณะและทะเลสาบ

สำหรับกรุงกัวลาลัมเปอร์ เมืองหลวงของประเทศ ในกว่าศตวรรษที่ผ่านมา มีการพัฒนามาโดยตลอด เริ่มจากเมืองที่มีเพียงบ้านหลังคามุงจากจนกลายมาเป็นเมืองระดับสากล อันคับคั่งจอแจ และกระทั่งวันนี้การพัฒนาก็ไม่มีที่ท่าว่าจะสิ้นสุด โดยทางประเทศยังเตรียมความพร้อมให้
กัวลาลัมเปอร์ได้ก้าวเข้าสู่ศตวรรษใหม่ ได้อย่างมั่นคงไม่แพ้ใคร อย่างไรก็ตามความเจริญก้าวหน้าไม่ได้ทำให้เสน่ห์ที่อยู่ภายใน เมืองหลวงแห่งนี้ลดลงแม้แต่น้อย ทั้งที่เป็นเจ้าของตึกที่สูงที่สุดในโลกและสิ่งปลูกสร้างทางสถาปัตยกรรมอันงดงาม อย่างน่าทึ่ง แต่กัวลาลัมเปอร์ก็ยังคงอนุรักษ์มรดกอันล้ำค้าของตนไว้ได้โดยผสมผสานระหว่างสิ่งเก่าและสิ่งใหม่ ได้อย่างลงตัว

ในส่วนของรัฐเนเกรี เซมบิลัน แม้จะมีการซึมซับคลื่นแห่งการพัฒนาที่ถาโถมเข้าใส่รัฐเพื่อนบ้าน
อย่างเซอลังงอร์อยู่เงียบๆ แต่ยังคงบรรยากาศแห่งความเป็นเมืองชนบทอันงดงามไว้ได้อย่างครบถ้วน
ซึ่งการเจริญเติบโตไปทีละก้าวแบบสบายๆ ไม่รีบร้อนของรัฐเล็กๆ แห่งนี้เป็นภาพที่ขัดแย้ง กับการพัฒนา
แบบก้าวกระโดดของเซอลังงอร์มากเสียจนน่าทึ่ง ถึงแม้เนเกรีเซมบิลันจะมีนิคมอุตสาหกรรมอยู่ในเขต
ชายขอบและโฉมหน้าของเมืองหลวงเซเรมบันกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลง แต่พื้นที่ส่วนที่เหลือของรัฐ
ยังคงอุดมไปด้วยเทือกสวนไร่นาที่ยังรีรอไม่ยอมจำนนให้พื้นที่อันเขียวขจีและเมืองเก่าแก่กลายไปเป็น
ป่าคอนกรีตบนถนนลาด

รัฐเซอลังงอร์
เซอลังงอร์ : หัวใจของคาบสมุทร
เซอลังงอร์ เป็นรัฐที่มีการพัฒนาไปไกลที่สุดเมื่อเทียบกับบรรดารัฐอื่นๆ ในประเทศมาเลเซีย รัฐแห่งนี้ตั้งอยู่ทางซ้ายของฝั่งตะวันตกของคาบสมุทร ประกอบด้วย 9 เขตปกครอง มีพื้นที่ประมาณ 125,000 ตารางกิโลเมตร แม้ว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ของรัฐนั้นจะพัฒนาอย่างก็าวหน้า แต่ทว่ายังคงพื้นที่สีเขียวซึ่งนับได้ตั้งแต่ป่าโกงกางริมชายฝั่งไปจนถึงป่าในเขตร้อนชื้น เมืองหลวงของรัฐแห่งนี้คือ ชาห์ อลาม (Shah Alam) ซึ่งเป็นที่พำนักของเจ้าผู้ครองนครเช่นกัน ในปี 1974 กัวลาลัมเปอร์และพื้นที่โดยรอบถูกยกให้กับผู้ปกครองสมาพันธรัฐเพื่อการก่อตั้งดินแดนสมาพันธรัฐแห่งกัวลาลัมเปอร์รัฐแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของสนามบินนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ (KLIA) ซึ่งอยู่ในเขตเมืองเซปัง (Sepang) ถือได้ว่าเป็นประตูสู่มาเลเซียเซอลังงอร์ยังมีท่าเรือที่ใหญ่และสำคัญที่สุด คือ ท่าเรือคลาง (Port Klang) ซึ่งตั้งอยู่ชายฝั่งด้านตะวันตกของคาบสมุทรในเขตชายฝั่งทะเลคลางเซอลังงอร์มีขนาดประมาณเดียวกับเมืองหลวงคือ กัวลาลัมเปอร์ มีบทบาทและความสำคัญทั้งในเชิงการค้าและการปกครอง หน่วยงานราชการมากมายตั้งอยู่ตรงหน้าด้านของรัฐ โครงการสำคัญต่างๆ ที่เกิดขึ้น ในช่วงปัจจุบันรวมถึงสนามบินนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ และมัลติมีเดียซูปเปอร์คอริดอร์ รวมทั้งศูนย์กลางเทคโนโลยี รัฐแห่งนี้มีจำนวนสถาบันการศึกษาระดับสูงมากที่สุด ทั้งยังเพียบพร้อมด้วยระบบสาธารณูปโภค และโครงสร้างที่พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง ในขณะเดียวกัน ก็ยังคงเสน่ห์วิถีชีวิตแบบดั้งเดิมเอาไว้ไม่เสื่อมคลายเซอลังงอร์ยังเป็นสวรรค์ของนักช้อปปิ้งและมีแหล่งจับจ่ายหลากหลายตั้งแต่ศูนย์การค้าทันสมัยไปจนถึงร้านค้าพื้นเมืองและตลาด

 การเดินทาง
สามารถเดินทางมาถึงเซลังงอร์ได้หลายทางไม่ว่าจะเป็นทางเรือผ่านทางท่าเรือคลาง (Port Klang) และผ่านทางสนามบินนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ ทางด่วน North-South ซึ่งตัดผ่านตลอดคาบสมุทร เอื้ออำนวยให้การเดินทางสู่เซลังงอร์เป็นไปได้อย่างง่ายดาย ทั้งจากประเทศไทย สิงค์โปร์และเมืองใหญ่ๆต่างๆอีกมากนอกจากนี้ยังมีเส้นทางรถไฟสายหลัก จากกัวลาลัมเปอร์ และมีรถไฟให้บริการทุกวัน จากหลากหลายภูมิภาคทั่วทั้งประเทศ รวมทั้งสิงค์โปร์ และประเทศไทย

รัฐเนเกรี เซมบิลัน
เนเกรี เซมบิลัน : ดินแดนแห่งความสงบ
เนเกรี เซมบิลัน อยู่ห่างจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ไปประมาณ 50 กิโลเมตร ชื่อของรัฐแห่งนี้แปลความหมายได้ว่าเก้าเขต หรือเก้ารัฐ มีทัศนียภาพโดยรวมเป็นชนบทกำลังพัฒนา และปัจจุบันนี้กำลังแปรสภาพทางเศรษฐกิจเป็นระบบกสิกรรมผสานอุตสาหกรรมในปริมาณที่เท่าเทียมกัน นอกจากนั้นยังสามารถพบเห็นนิคมอุตสาหกรรมที่เพิ่มจำนวนขึ้นในช่วยหลายปีที่ผ่านมาเนเกรียังมีชื่อเสียงและอิทธิพลจาก Minangkabau เห็นได้ชัดจากการสร้างบ้านในชนบท และอาคารสำหรับราชการต่างๆ ชนชาวมินังคาบาวนั้นอพยพย้ายถิ่นฐานผ่านแหลมมะละกา จากเกาะสุมาตราเมื่อหลายศตวรรษที่ผ่านมา และบ้านของพวกเค้ามีจุดเด่นตรงหลังคาที่สานโง้งอย่างกับเขาควาย ตัวอย่างงานสถาปัตยกรรมเหล่านี้เห็นได้จากมัสยิดประจำรัฐ และอาคารผู้ว่าการรัฐ และคนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในที่นี้ยังคงรักษากฎระเบียบสังคมแบบโบราณที่รู้จักกันในชื่อ “adat perpateh” ซึ่งก็คือการมอบอำนาจทั้งหมดไว้ที่รัฐแต่เพียงผู้เดียวในนี้มีหาดที่เหมาะแก่การท่องเที่ยวหลายหาด และสามารถเดินทางได้จากท่าเรือใกล้ๆกับตัวเมืองหลวงคือท่าเรือดิกสัน (Port Dickson) กิจกรรมนี้เป็นที่นิยมมากในวันหยุดสุดสัปดาห์ หากทว่านอกเหนือจากชายหาดนี้แล้วยังมีสิ่งน่าสนใจมากมายสำหรับทุกคน ตั้งแต่ผู้ที่ชื่นชอบเรื่องราวเชิงประวัติศาสตร์ไปจนถึงผู้ที่รักและหลงใหลธรรมชาติทีเดียว

 ที่พัก
มีที่พักมากมายในตัวเมืองเซเรมบันและพอร์ตดิกสัน ตั้งแต่โรงแรมห้าดาวไปจนถึงที่พักราคาประหยัด

 การเดินทาง
ถนน
จากกัวลาลัมเปอร์ มะละกา และยะโฮร์ บารู สามารถเดินทางสู่เซเรมบันได้โดยง่าย โดยทางด่วน North-South มีรถแท็กซี่ และรถประจำทางจากเมืองใหญ่สู่เซเรมบัน
รถไฟ
เซเรมบัน ตั้งอยู่บนเส้นทางที่มีทางรถไฟเหนือ ใต้ ตัดผ่านและสามารถเชื่อมต่อกับเมืองอื่นๆ ที่สำคัญในภูมิภาคใต้ เช่นว่า กรุงเทพฯ หรือสิงค์โปร์ มีรถไฟให้บริการปกติ และยังมีรถไฟ KTM Komuter จากกัวลาลัมเปอร์ทุกๆ ชั่วโมง

รายละเอียดสอบถามได้ที่
สถานีรถไฟเซเรมบัน (โทร 06-762 2141)
สถานีรถไฟกัวลาลัมเปอร์ (โทร 03-2274 7442)

สถานีรถประจำทางเซเรมบัน
สถานีรถประจำทางในเซเรมบันเป็นสถานที่ซึ่งมีสีสันที่สุดของเมือง ตั้งอยู่บนถนน Jalan Tuanku Munawir มีรถประจำทางออกจากสถานีนี้มุ่งหน้าสู่หลากหลายเมืองใน เนเกรี เซมบิลัน เช่นเดียวกับเมืองสำคัญอื่นๆ ในมาเลเซีย แท็กซี่สามารถเรียกหาได้ง่ายที่สถานีรถแท็กซี่บนถนน Jalan Sungai Ujong

มาเลเซียภาคใต้
     
สัมผัสแห่งประวัติศาสตร์ที่สะท้อนอยู่ภายใต้ทัศนียภาพเขียวขจี เริ่มปรากฏชัดเจนเมื่อเดินทางลงไปทางตอนใต้สุดของคาบสมุทรมลายูยัง รัฐมะละกาและ รัฐยะโฮร์ บาห์รู รัฐมะละกา เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งประวัติศาสตร์ และความโดดเด่นในด้านวัฒนธรรม รัฐแห่งนี้เป็นรัฐที่ร่ำรวยไปด้วยประวัติศาสตร์ อาจกล่าวได้ว่าเป็นที่สุดของประเทศเลยทีเดียว มะละกาดึงความสนใจมาจากนักเดินทางมากมายให้ก้าวเข้ามา เพื่อสัมผัสกับเรื่องราว และความรุ่งเรืองในอดีตกาล ซึ่งสะท้อนผ่านสถาปัตยกรรมมากมายซึ่งยังปรากฏให้เห็นตราบจนกระทั่งทุกวันนี้ในความเป็นจริงมะละกา คืออัญมณีเม็ดงามบนยอดมงกุฏ ซึ่งแม้ว่าจะถูกสวมใส่ในช่วงเวลาสั้นๆ จากผู้เป็นเจ้าของแต่ยังคงคุณค่ายาวนานกว่าช่วงเวลาเหล่านั้นนักนอกจากนี้ มะละกา มีสิ่งน่าสนใจมากมายให้ดูชม ที่นี่ยังเป็นที่ที่นักท่องเที่ยวอาจค้นพบสมบัติล้ำค่า ในอดีต หากว่าเดินเข้าไปในร้านขายของเก่าที่ดูสะดุดตาร่ำรวยด้วยวัฒนธรรมที่ผสมผสานมาเป็นเวลายาวนานตั้งแต่อดีต สะท้อนผ่านผู้คน และขนบประเพณีที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ ทั้งยังเรื่องอาหาร การแสดง เทศกาลงานประเพณี ไปจนถึงสถาปัตยกรรม และวิถีชีวิต ดังนั้นหากแวะมาเที่ยวที่นี้แล้ว อย่าลืมลิ้มลองอาหารคาวหวานซึ่งมีความโดดเด่นของมะละกาด้วยในขณะเดียวกัน รัฐยะโฮร์ บาห์รู มีลักษณะเด่นที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน สวนปาล์ม และสวนผลไม้มีอยู่ทั่วทั้งรัฐ ซึ่งมีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล ประกอบด้วย  พื้นป่า ทุ่งกว้าง ชายหาด และเกาะที่เต็มไปด้วยปะการัง อันเป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวด้วยพื้นที่ที่ยังไม่ถูกรุกรานทั้งมะละกา และ ยะโฮร์ บาห์รู มีเมนูอาหารท่องถิ่นที่โดดเด่นและแนเอกลักษณ์เฉพาะตัว งานหัตถศิลป์ และแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม รวมทั้งบรรดาสถาปัตยกรรมเก่าแก่ยังคงเสน่ห์แบบโคโลเนียล ผสมผสานกับวัฒนธรรม Anglo – Malay แห่งศตวรรษที่ผ่านมา ซึ่งยังคงถูกรักษาไว้อย่างสุดความสามารถเลยทีเดียว
 
รัฐมะละกา
มะละกา : เมืองแห่งประวัติศาสตร์
มะละกา วางตัวอยู่ตรงกลางระหว่าง รัฐเนเกรี เซมบิลัม และยะโฮร์ บาห์รู ทางชายฝั่งด้านตะวันตกของคาบสมุทรมลายู เมืองที่เต็มไปด้วยสีสันแห่งนี้ เคยเป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญมากในอดีต ดึงดูดพ่อค้าจากหลายที่ ทั้งจีน อินเดีย ให้เดินทางเข้ามาค้าขายเป็นจำนวนมาก มะละกาถูกค้นพบโดยเจ้าชายนามว่า Parameswara ในขณะที่พระองค์ทรงเดินทางลี้ภัย จากนั้นก็เติบโตจนกลายเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ระหว่างตะวันตก และตะวันออก สินค้าสำคัญเป็นต้นว่า เครื่องเทศ ทองคำ ผ้าไหม ชา ฝิ่น ยาสูบ และน้ำหอม กลายเป็นสิ่งดึงดูดความสนใจบรรดานักล่าอาณานิคมชาวตะวันตก อันเป็นผลให้ต่อมามะละกา ตกไปอยู่ใต้อาณัติของโปรตุเกส ดัตช์ และอังกฤษตามลำดับ ในบางส่วนของเมืองยังคงทิ้งร่องรอยแห่งวันในอดีตผ่านอาคารเก่าแก่ และสถาปัตยกรรมอื่นๆ ซึ่งบรรดาผู้ที่เคยครอบครองแผ่นดินแห่งนี้ ได้ทอดทิ้งไว้ให้เป็นอนุสรณ์ของเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นในอดีตเมื่อนานมาแล้วชนพื้นเมืองคือภาพสะท้อนของการผสมผสานทางวัฒนธรรมได้เป็นอย่างดี พวกเขาถ่ายทอดออกมาด้วยขนบประเพณี การแสดงออกทางวัฒนธรรม ไปจนถึงรายการอาหารน่าลิ้มลองมากมาย แหล่งท่องเที่ยวทั่วไป อาทิ นิคมโปรตุเกส อาคารที่ว่าการแบบดัตช์ Porta de Santiago และบ้านแบบ Baba – Nyony ซึ่งพบเห็นได้บริเวณใจกลางเมือง

เมืองมะละกา
ตัวเมืองมะละกาถูกแบ่งออกเป็นเมืองใหม่ และเมืองเก่า ย่านที่เป็นเมืองเก่าค่อนข้างอัดแน่นไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ เรียงรายไปตามถนนเส้นเล็กแคบ สถานที่สำคัญในอดีด ส่วนใหญ่รวมตัวอยู่บริเวณ จัตุรัสกลางเมือง (Town Square) บริเวณริมใกล้ๆ กับแม่น้ำ ซึ่งเหมาะกับการเดินเที่ยว เหนือจัตุรัสกลางเมืองขึ้นไปเป็นที่ตั้งของ St. Paul’s Hill (หรือ Bukit St. Paul) ซึ่งเป็นที่ตั้งของป้อมปราการของโปรตุเกส A’ Fomosa และโบสถ์ St.Paul’s ในตัวเมืองมีป้ายสัญลักษณ์ที่จัดแสดงไว้เป็นเส้นทางสำหรับนักท่องเที่ยว หากเดินชมสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ไปตามป้าย ที่มั่นใจได้ว่าเก็บรายละเอียดและสถานที่ครบถ้วน ย่านเมืองใหม่ของมะละกา ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำ และส่วนมากเป็นพื้นที่ที่ปรับปรุงมาจากทะเล ประกอบไปด้วยแหล่ง ช้อปปิ้งทันสมัย เช่น Makhota Parade มีร้านจำหน่ายอาหารและศูนย์รวมความบันเทิง หากเดินทางออกไปนอกเมืองมะละกาเพียงเล็กน้อย ก็จะได้พบกับชายหาด และร้านอาหารเสิร์ฟอาหารทะเลมากมาย เกาะที่อยู่ห่างออกไปจากชายฝั่งและย่าน Air Keroh ใกล้กับทางด่วน North – South Expressway มีสวนสนุกมากมายให้เที่ยวชม

 ที่พัก
มะละกามีที่พักมากมายสนองตามความต้องการของนักท่องเที่ยวทุกระดับ มีโรงแรมคุณภาพระดับสากล ระดับกลาง และแบบประหยัดมากมาย อีกทั้งยังมีรีสอร์ทริมหาด โมเต็ล ชาเลต์ และบังกะโล มากมายรายรอบเมืองมะละกา สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการประหยัดเงินในกระเป๋า มีเกสต์เฮาส์ที่บริการห้องพักแบบหอพักและห้องธรรมดาที่ราคากันเอง
ที่พักแบบประหยัดและเกสต์เฮาส์
ที่พักแบบประหยัด และเกสต์เฮาส์โดยมากตั้งอยู่ที่ Taman Melaka Raya ทางตอนใต้ของ Jalan Taman Merdeka สาธารณูปโภคทั่วไป รวมทั้งทีวี ห้องอ่านหนังสือ และครัวเล็กๆ มีบริการส่วนกลาง ห้องน้ำ และห้องพักมีให้เลือกตั้งแต่หอพักแบบมีแอร์ และไม่มีแอร์ ราคาโดยมากอยู่ระหว่าง 10 ริงกิต สำหรับหอพัก และประมาณ 15-40 ริงกิต สำหรับที่พักพร้อมอาหารเช้า      
 การเดินทาง
มะละกา อยู่ห่างจากกัวลาลัมเปอร์ 149 กิโลเมตร ห่างจากยะโฮร์ บาห์รู 216 กิโลเมตร และห่างจากพอร์ตดิกสัน 90 กิโลเมตร การเดินทางจากกัวลาลัมเปอร์สู่มะละกาโดยทางบก หรือรถยนต์ใช้เวลาประมาณสองชั่วโมง บริษัทนำเที่ยวและโรงแรมในกัวลาลัมเปอร์ มักเสนอรายการท่องเที่ยวสู่มะละกาในวันหยุด หรือไปกลับในวันเดียว นอกจากนั้นยังสามารถเดินทางโดยแท็กซี่ หรือรถประจำทางได้โดยง่าย โดยท่ารถประจำทาง รถเร็ว และจุดบริการแท็กซี่ ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกันทั้งหมด คือ บนถนน Jalan Hang Tuah
ท่าอากาศยาน
ท่าอากาศยานตั้งอยู่ที่ Batu Berendam ลิมูซีนรับส่ง หรือนักท่องเที่ยวสามารถใช้บริการแท็กซี่ หรือชัตเติ้ลที่ให้บริการจากสนามบินสู่ตัวเมืองได้ มีออฟฟิศของสายการบิน MAS (โทร. 06-283 5722) อยู่ในโรงแรม City bayview แต่ไม่มีเที่ยวบินสู่มะละกา 
 รถ
มีรถประจำทางหลากหลายบริษัทให้บริการตามเส้นทางไป และกลับกัวลาลัมเปอร์ – มะละกา ทุกวัน เช่นเดียวกับจากมะละกาสู่เมืองอื่นๆ นักท่องเที่ยวสามารถนั่งรถด่วนสู่มะละกาจากกัวลาลัมเปอร์ได้ที่สถานีขนส่ง Puduraya ในกัวลาลัมเปอร์ สามารถซื้อตั๋วได้ที่ท่ารถ หากแต่ในช่วงเทศกาลให้พึงระวัง และอาจต้องเตรียมการณ์จองตั๋วก่อนล่วงหน้า นอกจากนั้นยังมีจุดบริการแท็กซี่ตั้งอยู่ภายในบริเวณเดียวกัน ส่วนมากแท็กซี่มักรอให้คนเต็มก่อนจึงออกเดินทาง
รถไฟ
ในตัวเมืองมะละกา ไม่มีสถานีรถไฟ ส่วนสถานีที่ใกล้ที่สุดคือ Tampin ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 38 กิโลเมตร หากนักท่องเที่ยวเดินทางด้วยรถไฟมาลงสถานี Tampin ก็สามารถต่อรถแท็กซี่ หรือรถประจำทางไปมะละกาได้
แท็กซี่
แท็กซี่ออกจากท่ารถซึ่งอยู่ตรงข้ามท่ารถประจำทางท้องถิ่น สู่กัวลาลัมเปอร์ พอร์ตดิกสัน ยะโฮร์ บาห์รู เซเรมบัน และเมอร์ซิง อัตราค่าบริการประมาณ 20 – 30 ริงกิต
รถเมล์สาธารณะ
- รถเมล์สาย 17 ออกจากท่ารถประจำทางสู่ Taman Malacca Raya และ
  Portuguese Square จากนั้นวิ่งกลับเส้นทางเดิม
- การเดินทางสู่ Tanjung Kling ให้ขึ้นรถเมล์ Patt Hup สาย 51 จากสถานีเดียวกัน
- รถเมล์สาย 19 ไป Air Keroh หากต้องการเดินทางไปสนามบินที่ Batu Berendam สาย 65
รถเมล์สายด่วน
รถเมล์ด่วนไปสิงคโปร์ออกทุกๆ ชั่วโมงตั้งแต่ 8.00 น. – 18.00 น. แต่แนะนำให้จองตั๋วล่วงหน้าก่อน การเดินทางใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง รถประจำทางไปยะโฮร์ บาห์รูออกทุกๆ ครึ่งชั่วโมง การเดินทางไป Muar (ประมาณ 1 ชั่วโมง) รถเมล์ออกทุกๆ ครึ่งชั่วโมงตลอดวัน นอกจากนั้น ยังมีรถประจำทางเดินทางสู่บัตเตอร์เวอร์ธ และปีนังออกเวลาประมาณ 20.30 น. มีรถประจำทางไปกลันตัน ออกเดินทางประมาณ 14.00 น. ทุกวัน

Malacca – Kuala Lumpur
Express – โทร. 06-282 2503/238 1578

Malacca – Seremban Transnasional
Express – โทร.06-282 0687

Malacca – Port Dickson - Klang
Barat Express –โทร.06-283 3462

Malacca – Ipoh – Butterworth - Penang
S.E. Express – โทร. 06-2824327
PPMP Express –โทร. 06-2823509

Malacca – Kuala Terengganu – Kota Bharu
Budaya Express – โทร.06-282 2555

Malacca – Ipoh - Lumut
S.E. Express –โทร.06-282 4327

Malacca – Johor Bahru/Singapore
โทร.06-282 4470

Malacca – Tampin
โทร.06-283 1667

Malacca – Muar
โทร.06-283 1667

เรือเฟอร์รี่
เรือเฟอร์รี่ด่วนแล่นระหว่างมะละกา และ Dumai ในเกาะสุมาตรา ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง ตั๋วราคาไม่เกิน 100 ริงกิต สามารถหาซื้อได้ที่เคาน์เตอร์จำหน่ายตั๋วที่ท่าเรือใกล้กับ Samudra Museum เรือเหล่านี้ให้บริการโดยบริษัท Madai shipping (โทร. 06-283 2506) และบริษัท Masamas (โทร. 06-281 8200)

เรือ
เรือออกจาก Umbai ไปยังเกาะ Pulau Besar และเกาะ Pulau Upeh สามารถว่าจ้างได้ ในวันหยุดมีเรือจ้างมากมาย แต่สำหรับวันธรรมดา อาจจะต้องเหมาเรือทั้งลำ เรือเร็วราคาประมาณ 80 ริงกิต และเรือหาปลาราคาประมาณ 50 ริงกิต

รัฐยะโฮร์ บาห์รู
ยะโฮร์ บาห์รู : ประตูสู่ภาคใต้
 ยะโฮร์ เป็นรัฐใต้สุดของคาบสมุทรมาเลเซีย ประกอบด้วย 9 เขต ปกครองได้แก่ Jahor Bahru, Pontian, Batu Pahat, Muar, Mersing, Kota Tinssi, Kluang และ Segamat ในขณะที่ยะโฮร์มีชายฝั่งที่ยาวเหยียดคลี่ปีกต่อกับแหลมมะละกาทางทิศตะวันตก และทะเลจีนใต้ทางทิศตะวันออก ทัศนียภาพเต็มไปด้วยพื้นที่เพาะปลูก สัปปะรด ยางพารา มะพร้าว และสวนปาล์ม แทรกตัวโดยหมู่บ้านเล็กๆ ทั้งบนภาคพื้นและหมู่บ้านชาวประมงชายทะเลที่มีเสน่ห์แตกต่างกันไป
สภาพทั่วไปของรัฐแห่งนี้คงไว้ซึ่งสภาพสวยงามธรรมชาติ มีหาดทรายสีทองยาวเหยียด และน้ำทะเลใสราวกระจก เหมาะแก่การดำน้ำชมปะการัง ทั้งยังมีอุทยานแห่งชาติและพื้นที่สงวนมากมายให้ผู้รักธรรมชาติได้เพลิดเพลิน เช่น อุทยานแห่งชาติ Endau – Rompin National Park ซึ่งตั้งอยู่ตรงรอยต่อระหว่างนัฐ Johor และ Pahang ซึ่งเป็นสถานที่หนึ่งซึ่งจะสร้างความประทับใจไม่รู้ลืมกับผู้มาเยือนรัฐแห่งนี้ยังเป็นแหล่งกำเนิด และที่อยู่อาศัยของสัตว์หายากหลากหลายพันธุ์ รวมทั้งแรดสองนอ ภูเขา และชั้นหินที่ประเมินอายุย้อนไปได้นับ 250 ล้านปี และยะโฮร์ยังมีสนามกอล์ฟมากมายที่ได้ชื่อว่าเป็นสนามที่ดีที่สุดในประเทศอีกด้วย

 


 การเดินทาง

โดยถนนเส้นหลัก ยะโฮร์ บาห์รู อยู่ห่างจากกัวลาลัมเปอร์ 368 กิโลเมตร และใช้เวลาเดินทางด้วยการขับรถประมาณ 5 ชั่วโมง North-South Expressway เป็นโทลล์ไฮเวย์ที่ช่วยร่นระยะทางให้เหลือเพียง 220 กิโลเมตร และลดเวลาเดินทางเหลือเพียง 3 ชั่วโมงเท่านั้น Keretapi Tanah Melayu (KTM) การรถไฟแห่งมลายูเชื่อมต่อการเดินทางจากสิงคโปร์ และรัฐอื่นๆ สู่ยะโฮร์ บาห์รู

Cruise Ferries Sdn. Bhd.
ยะโฮร์ เป็นสถานที่ที่ชาวสิงคโปร์นิยมมาเที่ยวกันมาก นอกจากการเดินทางเข้ามาโดยทางรถแล้วยังมีเรือเฟอร์รี่ซึ่งดำเนินการโดย Cruise Ferries ออกจาก Changi Point ในสิงคโปร์มายัง Tanjung Belungkor ติดต่อ โทร. 02-6546 8518 Fax. 02-6546 8675 (สิงคโปร์) และ
โทร.07-252 0268 Fax: 07-252 0266 (Tg.Belungkor)
 
ท่าอากาศยาน
ท่าอากาศยานยะโฮร์ บาห์รู ตั้งอยู่ใน Senai ห่างจากตัวเมืองออกไป MAS บินจากกัวลาลมเปอร์ โคตาคินนาบาลู กัวลาตรังกานู กวนตัน และกูชิง สู่ท่าอากาศยาน Sultan Ismail ใน Senai มีรถโค้ชบริการสู่ท่าอากาศยานจาก Water Front City ใน JB และให้บริการทั้งไฟลท์เข้า และออกตั้งแต่เวลา 5.00-19.00 น. รถโค้ชแห่งนี้ยังให้บริการรับผู้โดยสารจากโรงแรม Singapore’s Copthorne ในสิงคโปร์อีกด้วย โรงแรมในตัวเมืองหลายโรงแรมมีบริการแท็กซี่ ลิมูซีน และ ชัตเติ้ลสู่สนามบินเช่นกัน

รถเมล์บริการสู่ท่าอากาศยาน Senai
บริการรถโค้ช SPS (โทร.07-221 7481).รถเมล์ท้องถิ่นสาย 207

แท็กซี่
ยะโฮร์ เต็มไปด้วยแท็กซี่มิเตอร์ อย่างไรก็ดี แท็กซี่บางคันอาจจะพาไปวนเพื่อต่อรองราคา อัตราค่าบริการอยู่ที่ประมาณ 20-30 ริงกิตต่อชั่วโมง สำหรับการนั่งรถชมเมือง

คอร์สเวย์
คอร์สเวย์ ที่มีความยาว 1,038 เมตร สร้างเสร็จเมื่อปี 1924 ทำให้ถนน และทางรถไฟในยะโฮร์ บาห์รู สามารถเชื่อมต่อการเดินทางกับสิงคโปร์ได้สำเร็จ จุดตรวจคนเข้าเมือง และจุดตรวจภาษีตั้งอยู่ตรงข้ามทางเข้า คอร์สเวย์ ค่าผ่านทางถูกเก็บจากพาหนะทุกคันที่ได้เดินทางจากสิงคโปร์เข้ามาในประเทศมาเลเซีย สะพานแห่งที่ 2 เชื่อม Tanjung Kuang ซึ่งอยู่ห่างจากยะโฮร์ บาห์รูไปทางตะวันตกเฉียงใต้ 30 กิโลเมตร เท่ากับ Tuas ในสิงคโปร์ สะพานแห่งนี้เป็นทางข้ามอีกทางนึงสู่คอร์สเวย์

มาเลเซียภาคตะวันออก
 
เขตชายฝั่งทะเลตะวันออกประกอบไปด้วย รัฐกลันตัน, รัฐปาหัง และ
รัฐตรังกานู ถึงแม้ว่าจะอยู่ในภูมิภาคเดียวกันแต่ กลันตัน และตรังกานูกลับมีลักษณะแตกต่าง จากรัฐอื่น ของประเทศอย่างมากเนื่องจากทั้งสองรัฐยังคงมีกลิ่นอายแห่งความเป็นอดีตอยู่เต็มเปี่ยม

โดยรัฐกลันตันขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งกำเนิดวัฒนธรรมมาเลย์ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นรัฐที่มีองค์ประกอบของวัฒนธรรมไทยปะปนอยู่ไม่น้อยเช่นกัน เศรษฐกิจหลักของพื้นที่แถบนี้มาจากการทำประมง เกษตรกรรม และอุตสาหกรรมครัวเรือนโดยรัฐกลันตันมีชื่อเสียงในเรื่องของงานฝีมือ การทอผ้า และเครื่องเงิน

ส่วนรัฐตรังกานู จะโดดเด่นในเรื่องของหมู่บ้านชาวประมง และหาดทรายที่ทอดตัวยาวไปตามชายฝั่งรวมทั้งหมู่เกาะปะการังที่ยังสวยสดงดงาม ทั้งนี้การละเล่นพื้นเมืองเช่น การเล่นว่าว และลูกข่าง ยังเป็นที่นิยมอย่างมากในทั้งกลันตันและตรังกานู

สำหรับรัฐปาหัง นั้นยังมีพื้นที่ของป่าฝนเขตร้อนกระจายอยู่เป็นบริเวณกว้าง รวมทั้งมีหมู่เกาะที่งดงามและยอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศ นอกจากนี้ในพื้นที่ป่าเขาของรัฐก็ยังมีพืชพันธุ์ไม้และสัตว์สวยงามนานาชนิด 
 
รัฐกลันตัน
 กลันตัน : แหล่งกำเนิดวัฒนธรรมมาเลย์
 
กลันตัน ดารุล นาอิม (Kelantan Darul Naim) เป็นหนึ่งในรัฐที่ตั้งอยู่บนพื้นที่เหนือสุดของแหลมมาเลเซีย มีพื้นที่ 14,920 ตารางกิโลเมตร โดยทิศตะวันออกเฉียงเหนือติดประเทศไทย ทิศตะวันตกติดทิศเปรัค ทิศตะวันออกติดตรังกานู และทิศใต้ติดรัฐปาหัง มีเมืองหลวงชื่อ โกตาบารู (Kota Bharu) และมีเมืองสำคัญได้แก่ บาเจาะ ปาเซอร์ปูเต๊ะ ตานะห์เมระห์ ตุมปัต และกัวมูซัง

กลันตันนับเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์ เนื่องจากมีชายหาดที่สวยงาม มีมรดกทางวัฒนธรรมหลากหลาย และขึ้นชื่อในเรื่องงานฝีมือ และไม้แกะสลัก ในกลันตัน ผู้หญิงมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ และเป็นหลักในการผลิตงานฝีมือ เรียกได้ว่าทั้งเครื่องเงิน ตะกร้าและผ้าต่างๆ จากกลันตันเป็นงานฝีมือชั้นยอดที่ไม่เป็นสองรองใครในมาเลเซียอย่างแน่นอน โดยธรรมชาติแล้วดูเหมือนว่าชาวกลันตันจะชอบสิ่งของที่มีขนาดใหญ่ เนื่องจากทุกอย่างล้วนมีขนาดใหญ่หมดไม่ว่าจะเป็นว่าว ลูกข่าง หรือกลองที่เรียกว่าเรบานา อูบิ (Rebana Ubi)

 ประวัติศาสตร์

เมื่อไม่นานมานี้มีการค้นพบถ้ำกัวมูซัง (Gua Musang) และถ้ำกัวจัว (Gua Chua) ในรัฐกลันตันว่ามีร่องรอยการตั้งรกรากของมนุษย์ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ บันทึกทางประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่า กลันตันได้รับอิทธิพลมาจากอาณาจักรฟูนัน ในลุ่มแม่น้ำโขงขณะเดียวกันบันทึกของจีน บ่งชี้ว่ามีการติดต่อกับกลันตันซึ่งในบันทึกเรียกว่า โฮโลตัน
(Ho – Lo - Tan) และกล่าวว่า กลันตันเป็นอาณาจักรที่มีบทบามสำคัญในภูมิภาค อย่างไรก็ตามกลันตันก็ได้ตกเป็นเมืองบริวารของอาณาจักศรีวิชัย และเมืองสยามในเวลาต่อมา ในศตวรรษที่ 15 สุลต่านแห่งมะละกาได้เข้ายึดอำนาจและครอบครองกลันตัน แต่ในที่สุดกลันตันก็ตกอยู่ใต้อำนาจการปกครองของสุลต่านแห่งยะโฮร์ และตรังกานูตามลำดับ
 ต่อมาในศตวรรษที่ 18 กลันตันเปลี่ยนไปตกอยู่ใต้อำนาจของขุนศึกสงครามนามว่า ลองยูนุส ผู้เป็นต้นตระกูลของราชวงศ์ในปัจจุบันในปี ค.ศ.1900 รัฐกลันตันกลับกลายไปเป็นเมืองขึ้นของสยาม และเมื่อมีการลงนามเซ็น “สัญญาอังกฤษ – ไทย” ในปี ค.ศ.1909 กลันตันจึงตกเป็นของอังกฤษ

ที่พัก
โรงแรมในโกตาบารู มีความสวยงามและได้มาตราฐาน มีตั้งแต่แบบหรูหราจะถึงเรียบง่าย รวมแล้วมีโรงแรมและที่พักประมาณ 20 แห่งให้เลือกสรร
การเดินทาง
เครื่องบิน
โดยสายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์และแอร์เอเชียโดยมีเที่ยวบินทุกวันจาก กัวลาลัมเปอร์ถึงโกตาบารู
 ถนน
โกตาบารู อยู่ห่างจากกัวตรังกานู 168 กิโลเมตร ห่างจาก กวนตัน 370 กิโลเมต และห่างจากกัวลาลัมเปอร์ 474 กิโลเมตร นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางโดยรถด่วนโดยสาร และแท็กซี่ไปโกตาบารูจากกัวลาลัมเปอร์ บัตเตอร์เวิร์ธ กวนตัน ตรังกานู อิโปห์ อลอร์สตาร์และยะโฮร์ บาห์รู นอกจากนี้ยังมีรถด่วนโดยสาร และแท็กซี่ให้บริการในเส้นทางระหว่าง โกตาบารูและอำเภอรอบนอก และตัวในเมืองโกตาบารูเองก็มีรถสามล้อ ซึ่งเป็นราคาถูกและเป็นแท็กซี่อีกรูปแบบหนึ่งที่เป็นที่นิยมไว้คอยบริการ

รถไฟ
รถไฟมีให้บริการที่สถานีวากัฟบาห์รู และสถานีสุไหงโกลก นอกจากนี้ยังมีรถไฟไปยังกัวลา ลิปิส Jerantut และกัวลาลัมเปอร์ให้บริการอย่างน้อยวันละหนึ่งเที่ยว

รัฐปาหัง
ปาหัง : ผจญภัยไปตามเส้นทางอันท้าทาย

ปาหัง เป็นรัฐที่ใหญ่ที่สุดในแหลมมาเลเซีย ด้วยพื้นที่ร่วม 35,960 ตารางกิโลเมตร และมีแนวชายฝั่งยาวประมาณ 206 กิโลเมตร ในชายฝั่งตะวันออกโดยมีเมืองกวนตันเป็นเมืองหลวง และเมือง Pekan ซึ่งห่างจากกวนตันประมาณ 45 กิโลเมตรเป็นเมืองแห่งราชวงศ์ รัฐปาหังมีประชากรมากกว่าหนึ่งล้านคน และทอดตัวยาวครอบคลุมแม่น้ำยาวที่สุดในมาเลเซีย คือแม่น้ำสุไหงปาหัง และภุเขาที่สูงที่สุดกว่า 2,187 เมตร ชื่อว่า Gunnung Tahan

ประวัติศาสตร์
จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ค้นพบโดยนักโบราณคดีพบว่า ในครั้งแรกที่มีการตั้งรกรากในรัฐปาหัง มนุษย์อาจอาศัยอยู่ในบริเวณแม่น้ำเทมเบลลิ่ง นอกจากนี้บันทึกของชาวจีนยังบ่งชี้ว่ารัฐปาหังเคยเป็นเมืองบริวารของอาณาจักรศรีวิชัย ซึ่งเป็นอาณาจักรเมืองพุทธที่มีฐานกำลังอยู่บนเกาะสุมาตราในช่วงศตวรรษที่ 7 ถึง 13 และในศตวรรษที่ 15 รัฐปาหังตกอยู่ภายใต้การปกครองของสุลต่านแห่งมะละกา จากนั้นในศตวรรษต่อมารัฐอันมั่งคั่งแห่งนี้ก็กลายเป็นเบี้ยในการทำสงครามระหว่างเมืองสี่เมือง คือ ยะโฮร์ อาเจะห์ ดัชท์และโปรตุเกส โดยระหว่างนั้นปาหังก็โดนบุกรุกปล้นสะดมอยู่บ่อยครั้ง ต่อมาเมืองยะโฮร์เข้ายึดครองปาหัง และปกครองเรื่อยมาเป็นเวลาร่วม 200 ปี และเมื่อสุลต่านแห่งยะโฮร์สิ้นอิทธิพล เบนดากะรา วัน อาห์หมัด แห่งปาหังก็ขึ้นเป็นสุลต่านแทน และในปี ค.ศ.1888 มีการจัดตั้งชุมชนชาวอังกฤษขึ้น ซึ่งต่อมากลายเป็นส่วนหนึ่งของสหพันธรัฐมาเลย์จนกระทั่งญี่ปุ่นเข้ามารุกราน และ ในปี ค.ศ.1963 รัฐปะหังก็เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสหพันธรัฐมาเลเซีย 
 เศรษฐกิจ
พื้นที่สองในสามของรัฐ ปกคุมไปด้วยพื้นป่าทำให้ประชากรต้องพึ่งการทำเกษต รและทรัพยากรทางธรรมชาติเป็นหลัก โดยมีการเพาะปลูกปาล์มน้ำมัน ต้นโกโก้ และต้นยางเป็นจำนวนมาก รัฐปาหังมีเส้นแนวชายฝั่งทะเลค่อนข้างยาว ทำให้รัฐโดดเด่นในด้านการทำประมง และอุตสาหกรรมเกี่ยวกับการท่องเที่ยว และแม้ว่าจะมีอุตสาหกรรมการผลิต และอุตสาหกรรมในครัวเรือนเป็นจำนวนไม่มาก หากแต่ก็มีความสำคัญอยู่ไม่น้อย
 การเดินทาง
เครื่องบิน
สายการบินมาเสเซียแอร์ไลน์ มีเที่ยวบินเปิดให้บริการทุกวันจากกัวลาลัมเปอร์ไปสนามบิน สุลต่าน
อาห์เหม็ด ชาฮ์
ในเมืองกวนตันโดยเที่ยวบินจากกัวลาลัมเปอร์ถึงกวนตันใช้เวลาประมาณ 25 นาที นอกจากนี้ยังมีเที่ยวบินเช่าเหมาลำไป Tioman ให้บริการตามการตกลง 
 ถนน
กวนตัน อยู่ห่างจากกัวลาลัมเปอร์ประมาณ 260 กิโลเมตร และห่างจากยะโฮร์ บาห์รูประมาณ 325 กิโลเมตร และมีถนนสภาพดี เชื่อมจากกัวลาลัมเปอร์ สิงค์โปรและโกตาบารู การเดินทางโดยรถยนต์ จากกัวลาลัมเปอร์ถึงกวนตัน ใช้เวลาประมาณสี่ชั่วโมง ทั้งนี้มีรถโดยสาร และแท็กซี่จากกวนตันไปเมืองใหญ่ในรัฐใกล้เคียงให้บริการเป็นประจำ
รถไฟ
การเดินทางไปรัฐปาหังโดยทางรถไฟ ต้องใช้เส้นทางจากกัวลาลัมเปอร์ หรือโกตาบารูผ่านเมือง Mentakab และกัวลาลิปิส

รัฐตรังกานู
ตรังกานู : ดินแดนหาดสวรรค์
เมืองตรังกานู ดารุล อิมาน (Terengganu Darul Iman) ครอบคลุมพื้นที่กว่า 12,955 ตารางกิโลเมตร พร้อมด้วยประชากรกว่าล้านคน มีพื้นที่ติดทิศเหนือติดรัฐกลันตัน และติดกับรัฐปาหังทางทิศใต้ และตะวันตกเเฉียงใต้
ดินแดนแห่งหาดทรายแห่งนี้มีพื้นที่ชายฝั่งยาวถึง 240 กิโลเมตร โดยหันหน้าออกไปทางทะเลจีนใต้ มีการทำประมงเป็นอาชีพหลัก และมีเมืองหลวงชื่อว่ากัวลาตรังกานู และเช่นเดียวกับกลันตัน รัฐตรังกานูเป็นอีกรัฐหนึ่งที่มีวัฒนธรรมมาเลย์อยู่เต็มเปี่ยม และยังมีกิจกรรมพื้นเมืองเช่น การเล่นว่าว เล่นลูกข่าง และทำผ้าบาติกให้เห็นโดยทั่วไปตรังกานูนับเป็นแดนสวรรค์สำหรับผู้ที่ชื่นชอบชายหาด เนื่องจากจุดเด่นของที่นี่ก็คือ หาดทราย เต่ามะเฟือง และหมู่เกาะเปอร์ฮันเตียน (Perhentian Island) ซึ่งล้อมรอบไปด้วยน้ำทะเลสีน้ำเงินใส สำหรับเต่ามะเฟืองนั้น จะมาพักที่ชายหาดของตรังกานูปีละครั้ง จากเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกันยายน ซึ่งส่วนใหญ่และจะพบได้ที่หาด Rantau Abangอย่างไรก็ตามส่วนที่ดีที่สุดของตรังกานูคงจะเป็นอะไรไปไม่ได้ นอกจากผู้คนที่ดำเนินชีวิตบนทางสายกลางอย่างสงบสุขอันงดงามราวภาพวาด ที่ทั้งศาสนา ประเพณีและวัฒนธรรมยังมีบทบาทสำคัญไม่เสื่อมคลาย นอกจากนี้ยังขึ้นชื่อในเรื่องของศิลปะ หัตถกรรมและการต่อเรือ

ประวัติศาสตร์
จารึกประวัติศาสตร์ย้อนกลับไปใรปี ค.ศ.1303 ซึ่งพบที่กัวลาบารังบ่งชี้ว่า ในยุคนั้นได้มีรัฐอิสลามเกิดขึ้นตรังกานู ขณะเดียว ในทางเหนือของตรังกานูก็ต้องส่งส่วยให้กับประเทศสยาม อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเกิดการยึดครองอำนาจของสุลต่านมะละกาในศตวรรษที่ 14 ตรังกานูจึงกลายเป็นเมืองบริวารของมะละกาในที่สุด อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ก็ไม่ได้ทำให้ตรังกานูเลิกติดต่อค้าขายกับประเทศสยาม และจีนแต่อย่างไร ตรังกานูได้รับสถาปนาให้เป็นรัฐในปี ค.ศ.1724 โดยมีสุลต่านชัยนัล อะบิดีน พระเชษฐาขององค์สุลต่านแห่งยะโฮร์ ในอดีตองค์หนึ่ง เป็นเจ้าเมืององค์แรก ตรังกานูมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเมืองยะโฮร์ ได้เพียงไม่นาน ก็ตกเป็นเมืองบริวารของประเทศสยาม ในช่วงศตวรรษที่ 19 ซึ่งสุลต่านของตรังกานู ในเวลานั้นคือสุลต่านบาคินตะ โอมาร์ ผู้ซึ่งให้สัญญากับประชาชนของพระองค์ว่า ภายใต้การปกครองของพระองค์ ประเทศสยามจะไม่สามารถมาก้าวก่ายในเรื่องของการปกครองและทรัพยากรได้ในปี ค.ศ.1909 สัญญาอังกฤษไทย ทำให้อำนาจการปกครองตกไปอยู่ในมือของอังกฤษอยู่นาน จนกระทั่งญี่ปุ่นเข้ามายึดครองในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และหลังจากสงคราม ตรังกานูกลับมาอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษอีกครั้ง จนกระทั่งประเทศมาเลเซียได้รับอิสรภาพในปีค.ศ.1957
เศรษฐกิจ
 แต่เดิมอาชีพหลักของรัฐตรังกานู คือ การทำประมง อย่างไรก็ตามในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา การติดตั้งแท่นผลิต และวางท่อน้ำมันนอกชายฝั่งในประเทศจีนใต้ ใกล้กับตรังกานู เป็นผลให้เกิดการกระตุ้นทางเศรษฐกิ จและทำให้เมืองกัวลาตรังกานู เปลี่ยนจากเมืองอันเงียบเหงากลายเป็นเมืองที่สวยงามทันสมัย และการสร้างโรงกลั่นน้ำมันและก๊าซ สร้างขึ้นในเมือง Kerteh และ Paka ส่วนอุตสาหกรรมก็ได้แก่ อุตสาหกรรมครัวเรือน ต่อเรือ และการเกษตรกร
นอกจากนี้ ทางรัฐยังพยายามที่จะส่งเสริมให้มีธุรกิจอื่น ที่นิคมอุตสาหกรรม Dungun และ Kermaman ที่ตั้งขึ้นในกัวลาตรังกานู
การเดินทาง
เครื่องบิน
สายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์ มีเที่ยวบินให้บริการจากกัวลาลัมเปอร์มายังสนามบินสุลต่าน มะหะหมัด ในกัวลาตรังกานูเป็นประจำทุกวัน และมีบริการเชื่อมต่อจากรัฐอื่นด้วยเช่นกัน
ถนน
มีถนนเรียบชายฝั่งเชื่อมมาจากทางเหนือของโกตาบารู และทางใต้ของยะโฮร์ บาห์รู และจากกัวลาลัมเปอร์ต้องวิ่งมาทางหลวง Karak มาเมืองกวนตัง และขับต่อขึ้นไปเหนือ ไปตามถนนเรียบชายฝั่งถึงกัวลาตรังกานู โดยใช้เวลาในการเดินทาง 8 ชั่วโมง
นอกจากนี้ยังมีรถด่วนโดยสารและแท็กซี่ให้บริการจากสิงค์โปร์ กัวลาลัมเปอร์ อิโปห์ ปีนัง โกตาบารู และยะโฮร์ บาห์รู ถึงกัวลาตรังกานู และมีสถานีรถโดยสารกลางที่ Jalan Sultan Zainal Abidin ในกัวลาตรังกานู ซึ่งไม่ไกลจากอู่แท็กซี่นัก นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางภายในเมือง หรือออกไปยังเมืองรอบนอกของรัฐได้โดยรถโดยสารประจำทางที่หาได้ทั่วไป

ขอขอบคุณข้อมูลดีดี จาก การท่องเที่ยวมาเลเซีย